เกษตรฯ – พาณิชย์ เดินหน้าแก้ปัญหาส่งออกกุ้ง ควบคู่ส่งเสริมบริโภคกุ้งในประเทศ เชื่อมโยงตลาดรับซื้อ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการเดินทางเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2569 ว่า จะพูดคุยกับมาเลเซียในหลายเรื่อง ทั้ง ชายแดน เรื่องความรุนแรง เรื่องเกษตร กุ้ง ปลา ขณะนี้ทราบเบื้องต้นว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ไปพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารมาเลเซีย มีแนวโน้มที่ดี โดยมีการทำร่างข้อตกลงร่วมกัน และในการที่ตนเองได้พบกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียที่รัสเซีย ได้ตกลงกันว่าจะแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ ก่อนที่ตนเองจะเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า รวมถึงจะไปคุยเรื่องอาหารฮาลาล อุตสาหกรรม พลังงาน ความมั่นคงชายแดน และเกษตร

ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการเดินทางร่วมประชุมหารือกับ ดาโต๊ะเซรี โมฮาหมัด ซาบู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารมาเลเซีย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่า เพื่อพูดคุยหารือถึงกรณีที่ประเทศมาเลเซียมีการแบนกุ้งจากประเทศไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้หารือกันและตกลงที่จะช่วยกันเร่งกระบวนการตรวจสอบสารตกค้างและสุขอนามัย (SPS) เพื่อให้สามารถนำเข้า-ส่งออกได้ตามปกติ ทั้งนี้ คาดว่าหากมีการเร่งตามการหารือ กระบวนการตรวจสอบดังกล่าวจะใช้เวลาอีกไม่เกิน 30 วัน สำหรับสาเหตุที่มาเลเซียแบนกุ้งจากประเทศไทยนั้น เพราะขณะนี้มาเลเซียกำลังมีมาตรการใหม่เพื่อดูแลมาตรฐานการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรภายในประเทศมาเลเซีย และได้เริ่มใช้มาตรการนี้แล้ว อย่างไรก็ตาม จากการหารือในครั้งนี้เชื่อว่า จากนี้ไปประเทศไทยจะสามารถส่งออกกุ้งมายังมาเลเซียได้ตามปกติ

นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยหารือถึงกรณีที่ประเทศไทยจะส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อและผลิตภัณฑ์หมูไปยังประเทศมาเลเซียด้วย โดยมาเลเซียรับปากว่าจะช่วยเร่งกระบวนการให้ไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อและผลิตภัณฑ์หมูไปยังประเทศมาเลเซียได้โดยเร็ว

ด้านนายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์  กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าแก้ไขปัญหาสินค้ากุ้ง ให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง หลังจากมาเลเซียห้ามนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์ของไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ทำให้มีผลผลิตตกค้างประมาณ 300-400 ตันต่อเดือน จากยอดส่งออกไปมาเลเซียทั้งปีอยู่ที่ 3,400 ตัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ใช้กลไกเชื่อมโยงตลาดรองรับผลผลิตและรณรงค์การบริโภคกุ้งทั่วประเทศ ทำให้ขณะนี้ไม่มีผลผลิตตกค้างแล้ว และยังสามารถเพิ่มความต้องการกุ้ง ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสามารถระบายผลผลิตได้ต่อเนื่อง

ขณะนี้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด 40 แห่ง จัดโครงการรณรงค์บริโภคกุ้ง โดยซื้อกุ้งจากเกษตรกรนำไปจำหน่าย จังหวัดละ 10 ตัน มีการเชื่อมโยงกุ้งนำไปขายในห้างโมเดิร์นเทรด 500 ตัน และประสานผู้ประกอบการห้องเย็น รับซื้ออีก 2,000 ตัน ทำให้มีปริมาณความต้องการกุ้งรวม 2,900 ตัน แต่ไม่ได้จบเพียงเท่านี้ ยังมีการดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์กุ้งจะคลี่คลาย

สำหรับการนำกุ้งไปขายในห้างโมเดิร์นเทรด 500 ตัน เป็นโครงการที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ผนึกกำลังห้างค้าปลีกชั้นนำ เครือข่ายโรงแรม ร้านอาหาร และผู้ประกอบการทั่วภูเก็ต เดินหน้าผลักดัน กุ้งไทยคุณภาพสู่ระดับ World Class พร้อมเร่งเชื่อมโยงตลาด ช่วยดูดซับผลผลิตกุ้งภาคใต้กว่า 500 ตัน สร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ในกิจกรรม “ไทยช่วยไทยพลัส : ต้องชม ต้องกินกุ้ง” ที่จัดระหว่างวันที่ 24–28 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ สวนสาธารณะสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต เพื่อกระตุ้นการบริโภค เพิ่มช่องทางการจำหน่าย และเชื่อมโยงตลาดกุ้งไทยจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยการดำเนินงานได้รับความร่วมมือจาก Makro, Lotus’s, Tops, Go Wholesale, Big C, Super Cheap รวมถึงผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม และผู้ผลิตสินค้าประมง ร่วมจำหน่ายกุ้งและผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพในราคาพิเศษ พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขายและประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการดำเนินงานสร้างยอดจำหน่ายภายในงานกว่า 2 ล้านบาท และสามารถเชื่อมโยงการจำหน่ายกุ้งได้ถึง 4,630 ล้านตัว หรือประมาณ 500 ตัน ช่วยระบายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตได้อย่างรวดเร็ว สร้างเสถียรภาพด้านราคา เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ ยังได้เร่งแก้ปัญหาราคามะพร้าวแกงตกต่ำ ซึ่งมะพร้าวมีแหล่งผลิตสำคัญ ทั้งประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และชุมพร เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมาก กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานโรงงานแปรรูปมะพร้าว และล้ง ให้เพิ่มการรับซื้อจากเกษตรกรโดยตรง เป้าหมาย 9 ล้านลูก และยังร่วมมือกับโรงงานแปรรูปในประเทศ ให้ซื้อมะพร้าวในประเทศเป็นหลักก่อน เพราะช่วงนี้ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาด ทำให้สถิติการนำเข้าลดลงต่อเนื่อง โดยตั้งแต่เดือน มกราคม-พฤษภาคม 2569 มีการนำเข้ามะพร้าวลูก ลดลง 60% และกะทิแช่แข็ง ลดลง 50% ส่วนมะพร้าวน้ำหอม ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังจากที่เข้าไปจัดการปัญหานอมินี การกดราคารับซื้อ ทำให้ราคาปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ลูกละ 12-14 บาท จากช่วงเดือน มีนาคม 2569 ลูกละ 3-5 บาท และยังแก้ไขปัญหาน้ำมะพร้าวปลอมปน ที่ส่งผลให้ใช้น้ำมะพร้าวแท้ลดลง และกระทบต่อราคาขายของเกษตรกร ซึ่งหลังจากเข้าไปตรวจสอบและเข้มงวด ทำให้มีการรับซื้อมะพร้าวน้ำหอม ไปทำน้ำมะพร้าวน้ำหอมเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อราคาสูงขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง