นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางมาเป็นประธานในการประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ เวลา 10.00 น. วันนี้ (3 กรกฎาคม 69) ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยการประชุมในครั้งนี้มีนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วย พล.ร.ท. เทพฤทธิ์ ลาภเหลือ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 นายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายทรงพล จังศิริวัฒนธํารง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา นายธงชัย วาสนารุ่งเรืองสุข ประธานสมาคมธนาคารไทยจังหวัดสงขลา นำคณะหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อรายงานสถานการณ์และร่วมรับนโยบายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย
การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีบทบาทในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนและการฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากเหตุมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งระดมสรรพกำลังเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวให้กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว พร้อมกำหนดมาตรการและหาแนวทางการรับมือกรณีเกิดอุทกภัย
สำหรับวาระเรื่องเพื่อทราบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานผลการดำเนินงาน ความคืบหน้าของโครงการต่าง ๆ ตลอดจนสถานการณ์น้ำ มาตรการป้องกัน และแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจในอนาคต ได้แก่ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก และสำนักงานชลประทานที่ 16 ร่วมให้ข้อมูลสภาพอากาศและปริมาณน้ำ , สำนักงาน ปภ. จังหวัดสงขลา ได้รายงานการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยและการฝึกซ้อมการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ ด้านสาธารณภัยประจำปี พ.ศ. 2569 (Crisis Management Exercise : C-MEX 26) กรณีอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา ในห้วงระหว่างวันที่ 13 – 17 กรกฎาคม 2569 , สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา ได้เตรียมความพร้อมแบ่งออกเป็น 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย ด้านบุคลากร (Staff) ด้านการเตรียมพร้อมอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ (Stuff) ด้านโครงสร้าง (Structure) และด้านระบบ (System) รวมถึงเน้นการทำทะเบียนบัญชีกลุ่มเปราะบาง การซักซ้อมแผนร่วมกับเครือข่าย การจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม และเตรียมทีมเยียวยาจิตใจ (MCATT) ควบคู่ ขณะที่ด้านเศรษฐกิจได้รับรายงานจากสำนักงานคลังจังหวัดสงขลา ได้รายงานถึงมาตรการจากสถาบันการเงิน 4 แห่ง จากธนาคารออมสิน (ช่วยเหลือกว่า 3 พันล้านบาท), ธนาคารกรุงไทย (ช่วยเหลือกว่า 1.7 พันล้านบาท), ธ.ก.ส. (ช่วยเหลือกว่า 2.7 พันล้านบาท) และ ธอส. (ช่วยเหลือกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท) ผ่านมาตรการพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย และสนับสนุนสินเชื่อเยียวยา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ, สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสงขลา ได้รายงานข้อมูลการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย เปรียบเทียบระหว่างไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2569 มูลค่าการค้ารวม ในไตรมาสที่ 2 มีมูลค่า 81,693.37 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 เติบโต +4.71%) มูลค่าการส่งออกในไตรมาสที่ 2 มีมูลค่า 42,083.68 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นเล็กน้อย +0.30%) มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 2 มีมูลค่า 39,609.69 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน+9.85%) ซึ่งภาพรวมของมูลค่าการค้าชายแดนในไตรมาส 2/2569 ปรับตัวสูงขึ้นในทุกด้านเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า นอกจากนี้ได้มีสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสงขลา สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดสงขลา , อบจ.สงขลา, สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสงขลา รวมให้ข้อมูลการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย จากนั้นที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาข้อเสนอและแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัย ทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ลดความสูญเสียต่อทรัพย์สินของประชาชน และปกป้องภาคธุรกิจการท่องเที่ยว
ด้านนายทรงพล จังศิริวัฒนธํารง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา ได้กล่าวในที่ประชุมว่า ภาคเอกชนในจังหวัดสงขลา ได้ใช้พื้นที่ตรงนี้ในการสะท้อนข้อเสนอถึงรัฐบาลเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ระบุว่าในพื้นที่จังหวัดสงขลาจะมีแผนงานและหน่วยงานรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดคือการตัดสินใจและการดำเนินงานที่รวดเร็ว เนื่องจากเหลือเวลาอีกไม่ถึง 100 วันก่อนเข้าสู่ฤดูมรสุม หากยังไม่สามารถอนุมัติงบประมาณและเริ่มดำเนินโครงการเร่งด่วนได้ทัน จะไม่สามารถขุดลอกคูคลอง ซ่อมบำรุงระบบระบายน้ำ และเตรียมเครื่องจักรได้ทันรับมือสถานการณ์น้ำหลาก ทั้งนี้ ความเสียหายจากอุทกภัยปลายปีที่ผ่านมา มีมูลค่ารวมกว่า 87,800 ล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก นักท่องเที่ยวลดลงกว่า 55% รายได้ภาคท่องเที่ยวหดตัวอย่างหนัก และมีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 107,000 ราย นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังเผชิญกับปัญหาจากประกันภัยที่ไม่ให้ความคุ้มครอง เนื่องจากยังไม่เห็นแผนบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการ ภาคเอกชนจึงเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การเชิญนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ การจัดตั้ง “วอร์รูม” ระดับนโยบายที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงาน และการเร่งอนุมัติงบประมาณโครงการเร่งด่วนที่ยังค้างอยู่ โดยเฉพาะงบกลาง 99.5 ล้านบาท ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันทีภายใน 100 วัน เพื่อขุดลอกคลอง กำจัดวัชพืช ซ่อมแซมระบบระบายน้ำ จัดหาเครื่องสูบน้ำ เรือ เครื่องจักร และครุภัณฑ์ที่จำเป็น ลดความเสี่ยงต่อพื้นที่เศรษฐกิจหลักของอำเภอหาดใหญ่ ควบคู่กับการผลักดันงบประมาณระยะสั้นของกรมชลประทานกว่า 1,174 ล้านบาท สำหรับซ่อมแซมคลองและระบบรับน้ำ รวมถึงสนับสนุนเทศบาลนครหาดใหญ่ ในการจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ดูแลเมือง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอให้มีหน่วยงานเจ้าภาพหลักติดตามความคืบหน้าและขับเคลื่อนทุกโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่าการลงทุนเพื่อป้องกันภัยในวันนี้มีต้นทุนต่ำกว่าความเสียหายมหาศาลที่จะเกิดขึ้นหากปล่อยให้เกิดอุทกภัยซ้ำอีก
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในวันนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายหมายให้ตนมาเป็นประธานในการประชุมร่วมจังหวัดสงขลาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างเป็นระบบ ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว โดยตนเองได้ให้ทางจังหวัดสงขลา โดยมอบหมายให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา รวบรวมและสรุปโครงการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอทางรัฐบาลภายใน 2 สัปดาห์ พร้อมผลักดันโครงการเร่งด่วนวงเงิน 99.5 ล้านบาท และซ่อมแซมโครงสร้างระบบระบายน้ำที่ได้รับความเสียหาย ควบคู่กับการขุดลอกคลองและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ส่วนแผนระยะยาวเตรียมศึกษาโครงการอุโมงค์ผันน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำสู่อ่าวไทย และก่อสร้างถนนวงแหวนพร้อมคลองระบายน้ำรอบหาดใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ลดผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชน รวมถึงแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำขังบริเวณรอบทะเลสาบสงขลาในอนาคตอีกด้วย ช่วงท้ายของการประชุม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงาน โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งสั่งการให้เร่งผลักดันโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน และกำชับให้มีการติดตามความคืบหน้าของแผนงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับระบบป้องกันและบรรเทาอุทกภัยของจังหวัดสงขลาให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม อันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว นักลงทุน และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ต่อไป








