นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีเปิดและมอบนโยบายการประชุมสัมมนา Healthcare Leadership Toward Net Zero MOPH พร้อมเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข โดย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ 1. นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ในการขับเคลื่อนนโยบาย Net Zero MOPH สู่โรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน 2. นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ในการขับเคลื่อนนโยบาย Net Zero MOPH ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน 3. นายสุชาติ ระมาศ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTT OR ในโครงการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อมุ่งสู่ “ระบบสุขภาพคาร์บอนต่ำ” และ 4. นางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในโครงการด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมในการรณรงค์ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำและนำมาผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน
นายพัฒนา กล่าวว่า ปัจจุบันวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นความท้าทายสำคัญของโลก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยภาคสาธารณสุขทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 5.2% ขณะที่ไทยมีความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วสูงเป็นอันดับ 17 ของโลก โดยปีที่ผ่านมาต้องเสียค่าใช้จ่ายซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์จากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมและพายุ สูงถึง 292 ล้านบาท หากไม่ปรับตัวจะยิ่งเพิ่มคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) และย้อนกลับมาทำให้คนป่วยมากขึ้น กระทรวงสาธารณสุขในฐานะหน่วยงานหลักด้านสุขภาพ จึงต้องเป็นผู้นำขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบบริการสุขภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบของระบบสุขภาพคาร์บอนต่ำ ภายใต้นโยบาย Net Zero MOPH ซึ่งสอดรับนโยบายของรัฐบาล และเป็นกระทรวงแรกที่เปิดตัวและให้ความสำคัญเรื่อง Net Zero โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนร้อยละ 25 ภายในปี 2573 ร้อยละ 50 ภายในปี 2578 และเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 โดยมีมาตรการสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่
1. Green & Smart Energy ใช้พลังงานสะอาดโดยติดตั้ง Solar Rooftop 100% ทุกอาคารที่มีศักยภาพ และใช้ AI บริหารพลังงาน
2. Green Mobility ส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และลดการเดินทางด้วยบริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine)
3. Green Operations ห้องผ่าตัดสีเขียว ลดการใช้ก๊าซดมยาที่ทำลายชั้นบรรยากาศ
4. Waste Management จัดการขยะอย่างถูกต้องตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง
5. Green Canteen ส่งเสริมจัดหาอาหารที่ปลอดภัยและยั่งยืนจากแหล่งผลิตในท้องถิ่น เพื่อลดการปล่อยก๊าซจากการขนส่ง รวมทั้งจำกัดภาชนะพลาสติก
6. Reforestation เพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยปลูกไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ในพื้นที่ว่างเพื่อดูดซับคาร์บอน เช่น ตะเคียนทอง ยางนา เป็นต้น
ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการตามมาตรการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Solar Rooftop มีการติดตั้งแล้ว 1,683 แห่ง หรือกว่า 90% ของหน่วยบริการ รวมทั้งสิ้นประมาณ 130 เมกะวัตต์ ช่วยประหยัดค่าไฟ 687 ล้านบาทต่อปี ลดคาร์บอนได้กว่า 88,000 ตันคาร์บอนต่อปี และยังมีพื้นที่หลังคาว่างพร้อมติดตั้งอีกไม่น้อยกว่า 8 แสนตารางเมตร ที่จะเร่งติดตั้งให้ครอบคลุม ซึ่งจะช่วยประหยัดไฟเพิ่มเป็นหลักพันล้านบาทต่อปี และลดคาร์บอนได้ถึง 200,000 ตันคาร์บอนต่อปี พร้อมตั้งเป้าให้โรงพยาบาล 100 แห่งได้รับใบรับรองคาร์บอนเครดิต (T-VER) ภายในปี 2569 เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่โรงพยาบาล โดยโรงพยาบาลบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกที่ได้การรับรอง และกำลังจะขายคาร์บอนเครดิต สำหรับคาร์บอนเครดิต คือ สิทธิที่สามารถตีราคาและซื้อขายได้ ซึ่งเกิดจากการดำเนินโครงการที่ช่วยลดการปล่อยหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกออกจากชั้นบรรยากาศ เช่น โครงการปลูกป่าและอนุรักษ์พื้นที่ป่า โครงการพลังงานสะอาด การจัดการของเสีย และการผลิตแบบ Low-Carbon ซึ่งปริมาณก๊าซที่ลดได้จะถูกแปลงเป็นหน่วยวัดมาตรฐาน โดย 1 คาร์บอนเครดิต มีค่าเท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน อย่างไรก็ตาม องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) จะทำหน้าที่ตรวจสอบและให้การรับรองโครงการต่าง ๆ เมื่อโครงการได้รับการรับรองแล้ว คาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจึงจะสามารถนำไปประเมินราคา และจำหน่ายในตลาดคาร์บอนให้กับองค์กรที่ต้องการนำไปใช้ชดเชยการปล่อยคาร์บอน (Carbon Offsetting) ของตนเองได้
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังพร้อมบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนมาตรการทั้ง 6 ด้านให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และบรรลุเป้าหมายตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งล่าสุด ทางธนาคารโลกได้ให้การสนับสนุนทางด้านวิชาการ ส่วนการลงนาม MOU ในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย Net Zero MOPH กับ 4 หน่วยงาน ครอบคลุมการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน การประยุกต์ใช้นวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การใช้พลังงานสะอาด ตลอดจนการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ซึ่งการที่กระทรวงสาธารณสุขมีโรงพยาบาลในสังกัดอยู่ทั่วประเทศจำนวนมาก หากทำได้จะยิ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้มาก และเชื่อมั่นว่าหากร่วมมือกันอย่างจริงจัง เป้าหมาย Net Zero MOPH จะไม่ใช่เพียงวิสัยทัศน์ แต่จะเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้จริง และเป็นมรดกด้านสิ่งแวดล้อมที่เราจะส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป ด้าน นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ความร่วมมือกับ อบก. เป็นการปรับโฉมโรงพยาบาลและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ โดยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงส่งเสริมให้เข้าสู่กระบวนการรับรองและขึ้นทะเบียน T-VER ส่วนความร่วมมือกับปูนซิเมนต์ไทยหรือ SCG จะคัดเลือกโรงพยาบาลนำร่องพัฒนาระบบการจัดการของเสียด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีการสนับสนุนเทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัลแพลตฟอร์มการจัดการขยะ การคำนวณ Carbon Footprint เพื่อบริหารจัดการข้อมูลการคัดแยก จัดเก็บ และติดตามปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกในระบบสถานพยาบาล การนำของเสียที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ มีค่าความร้อนและไม่เข้าข่ายขยะติดเชื้อ ไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงขยะ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ รวมถึงประเมินและวางระบบโลจิสติกส์และจุดรับขยะให้สอดคล้องกับโครงสร้างและข้อจำกัดของพื้นที่ในแต่ละสถานพยาบาล ขณะที่ความร่วมมือกับ PTT OR จะนำความรู้ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ นวัตกรรม และ AI มาใช้ออกแบบระบบ นำเสนอเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบด้านการให้บริการพลังงาน ระบบบำบัดน้ำเสีย แพลตฟอร์มการบริหารจัดการคาร์บอน และความร่วมมือกับบางจากจะสนับสนุนองค์ความรู้ในการออกแบบบริหารจัดการน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วของหน่วยงานและสถานพยาบาลในสังกัดอย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ เพื่อนำมาผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน








