นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมความพร้อมรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญและภาวะฝนทิ้งช่วงในช่วงปลายปี โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน เพื่อบริหารจัดการน้ำและวางแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงใน 66 จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ
กรมชลประทานประเมินว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนปัจจุบันยังเพียงพอต่อการเพาะปลูกในปีนี้ และคาดว่า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ส่วนใหญ่จะยังมีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี ยกเว้นบางพื้นที่ในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีน้ำอยู่ในระดับพอใช้ จึงจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนผ่านการบริหารจัดการน้ำและปฏิบัติการฝนหลวง
อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานคาดการณ์ว่าในเดือนสิงหาคม 2569 จะมีพื้นที่ใน 66 จังหวัด ครอบคลุมกว่า 51 ล้านไร่ โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วง จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับแผนการเพาะปลูกและการช่วยเหลือให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครลงพื้นที่ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ กรมชลประทานยังเตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือและกำลังสนับสนุน ประกอบด้วย เครื่องสูบน้ำมากกว่า 2,500 เครื่อง รถบรรทุกน้ำเกือบ 300 คัน และเครื่องจักรกลอีกประมาณ 3,000-4,000 หน่วย เพื่อเข้าช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาอย่างทันท่วงที ลดผลกระทบต่อภาคการเกษตร และเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประเทศ








