นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ นางรุคซานา อัฟซอล (H.E. Ms. Rukhsana Afzaal) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะเพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ วันนี้ (วันพุธที่ 8 กรกฎาคม 69) เวลา 13.30 น. โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวยินดี ที่ความสัมพันธ์ไทย – ปากีสถาน มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง พร้อมเห็นว่าทั้งสองประเทศยังมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนให้เติบโตยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการต่อยอดความร่วมมือในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกัน ทั้งนี้ ปากีสถานเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าจะเป็นโอกาสสำคัญในการขยายมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศในอนาคต
ด้านเอกอัครราชทูตปากีสถานฯ กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยสำหรับการสนับสนุนและความร่วมมือที่มีมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมแสดงเชื่อมั่นว่าจะได้รับการสนับสนุนจากไทยในประเด็นที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ และร่วมกันผลักดันความร่วมมือในทุกมิติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายหารือถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โดยฝ่ายปากีสถานแสดงความสนใจแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากประเทศไทย รวมถึงการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญไทยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของปากีสถาน
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงความร่วมมือ ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยฝ่ายปากีสถานเสนอความร่วมมือด้านแรงงานทักษะขั้นสูง ซึ่งมีศักยภาพสนับสนุนความต้องการของไทย อาทิ บุคลากรด้านเทคโนโลยีและครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพกำลังคนของทั้งสองประเทศ
ในด้านค้าและการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีเห็นว่าปากีสถานเป็นตลาดที่มีศักยภาพในภูมิภาคเอเชียใต้ และยังมีโอกาสขยายความร่วมมือได้อีกมาก โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมด้านบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล ขณะเดียวกัน แนวทางการนำคณะภาคธุรกิจไทยเยือนปากีสถาน น่าจะเป็นอีกแนวทางสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน รวมทั้งยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการเดินทางระหว่างกัน ผ่านการเพิ่มเส้นทางบินระหว่างไทยกับปากีสถาน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน นักท่องเที่ยว และภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมของรัฐบาลไทยในการทำงานร่วมกับปากีสถานอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจและการลงทุน เพื่อสร้างการเติบโตและผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน








