วราวุธ เดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการไทยเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียวและดิจิทัล พร้อมพัฒนานิคมอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ รองรับการย้ายฐานการลงทุนจากต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน I-EA-T Fair 2026 “One Mind, One I-EA-T Powering Global Industry” พร้อมร่วมเสวนากับ Ms. Melinda Good ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทยและเมียนมา ในเวที Executive Dialogue ภายใต้หัวข้อ “ถอดรหัสโลกผันผวน สู่การสร้างความได้เปรียบของอุตสาหกรรมไทย” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นายวราวุธ กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญภาวะ “Poly Crises” หรือวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันของมหาอำนาจ ความผันผวนด้านพลังงาน และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิตทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบจำนวนมาก ทำให้ความผันผวนดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม

พร้อมกันนี้ มาตรการการค้าใหม่ของโลก อาทิ กลไกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบด้านความยั่งยืนของสหภาพยุโรป (EUDR) กำลังทำให้ความยั่งยืนกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าสู่ตลาดโลก กระทรวงอุตสาหกรรมจึงเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและภาคการผลิตสู่ “อุตสาหกรรมสีเขียว” และ “อุตสาหกรรมดิจิทัล” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้จัดวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 20,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดการใช้พลังงาน และก้าวสู่มาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ และปัญญาประดิษฐ์ ภายใต้วิสัยทัศน์ “AI²” หรือการผสาน Artificial Intelligence กับ Agriculture Industry เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ภาคเกษตรแปรรูป รวมถึงเร่งลดขั้นตอนการอนุญาตและปรับปรุงกฎระเบียบผ่านมาตรการ Regulatory Guillotine เพื่ออำนวยความสะดวกในการลงทุน

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จะมีบทบาทสำคัญในการเป็น Safe Zone หรือพื้นที่ปลอดภัยด้านการลงทุน รองรับนักลงทุนจากทั่วโลก โดยปัจจุบันดูแลนิคมอุตสาหกรรม 69 แห่ง และท่าเรืออุตสาหกรรม 1 แห่ง ใน 16 จังหวัด พร้อมโครงสร้างพื้นฐานมาตรฐานสากล เขตปลอดอากร และสิทธิประโยชน์ด้านภาษี รองรับการย้ายฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติที่ต้องการลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

อีกหนึ่งความคืบหน้าสำคัญ คือ ความร่วมมือระหว่าง กนอ. และธนาคารโลก ภายใต้โครงการ Low-Carbon City and Carbon Market Development Program (LCC) เพื่อพัฒนานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและแหลมฉบังให้เป็นต้นแบบเมืองอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ และพัฒนากลไกตลาดคาร์บอนของไทย เพื่อรองรับกฎการค้าด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก

วิกฤตของโลกในปัจจุบันไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยให้แข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และเติบโตอย่างยั่งยืน โดยหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน คือ การพัฒนาทุนมนุษย์และแรงงานทักษะสูง เพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืนในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง