นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยผลการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์เมียนมาว่า อาเซียนเห็นพ้องกันว่า หลังจากการผลักดันฉันทามติ 5 ข้อเป็นเวลากว่า 5 ปี ความคืบหน้ายังมีจำกัด จึงจำเป็นต้องปรับแนวทางสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับเมียนมาและได้รับผลกระทบโดยตรง มีความพร้อมที่จะสนับสนุนการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค
แม้เมียนมาจะไม่ยอมรับฉันทามติ 5 ข้อ แต่สิ่งสำคัญคือการผลักดันมาตรการที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การขยายพื้นที่ด้านมนุษยธรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน การลดความรุนแรงต่อพลเรือน การส่งเสริมกระบวนการปรองดองที่เปิดกว้าง การเปิดพื้นที่เจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ และการสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่เอื้อต่อการปรองดอง รวมถึงการพิจารณาปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองเพิ่มเติม
ในประเด็นของนางอองซาน ซูจี นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ประชาคมโลกยังต้องการรับทราบความเป็นอยู่และต้องการเข้าถึงตัว โดยประธานอาเซียนได้ขอพบแต่ยังไม่ได้รับอนุญาต พร้อมแสดงความหวังว่าการเดินทางของผู้แทนพิเศษประธานอาเซียนในครั้งต่อไปจะสามารถเข้าพบได้ เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมและสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสันติภาพ
นอกจากนี้ ไทยยังคงผลักดันแนวทาง Calibrated Re-engagement หรือการกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อดึงเมียนมากลับเข้าสู่กระบวนการของอาเซียน โดยย้ำว่าแนวทางดังกล่าวไม่ใช่การให้ความชอบธรรมแก่รัฐบาลเมียนมา แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยและร่วมกันหาทางออกอย่างสันติ
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความเข้าใจระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน พร้อมเสนอให้ผู้แทนพิเศษอาเซียนมีวาระการปฏิบัติหน้าที่ยาวนานขึ้น เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและสามารถผลักดันกระบวนการสันติภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับการพูดคุยกับกลุ่มชาติพันธุ์ ไทยเห็นว่าทุกฝ่ายเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ต้องได้รับโอกาสในการหารือ พร้อมยืนยันว่า ความขัดแย้งในเมียนมาไม่สามารถยุติได้ด้วยกำลังทางทหาร แต่ต้องเปลี่ยนจากสนามรบสู่โต๊ะเจรจา โดยประเทศไทยพร้อมทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้เจรจาอย่างจริงจัง เพื่อร่วมกันหาทางออกที่นำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน








