เงินกู้ 2 แสนล้านบาท เปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานระบบขนส่งสาธารณะสู่พลังงานสะอาด

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การพิจารณาโครงการภายใต้พระราชกำหนดเงินกู้กรอบวงเงิน 2 แสนล้านบาท ได้มีการหารือร่วมกับปลัดกระทรวงการคลังในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรอง เพื่อเน้นย้ำถึงหลักการทำงานที่ต้องมีความรอบคอบและโปร่งใสสูงสุด ขั้นตอนการพิจารณาโครงการจะผ่านการกลั่นกรองสองระดับ เริ่มจากคณะอนุกรรมการชุดแรกที่มีนายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ก่อนส่งต่อให้คณะอนุกรรมการชุดที่สองซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยมีการเปิดรับผู้แทนจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. เข้าร่วมตรวจสอบเพื่อสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน

สำหรับทิศทางหลักของการใช้จ่ายเงินกู้ในระยะแรก รัฐบาลจะมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าให้แก่ประชาชน และลดความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางภาวะราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม

โดยกระทรวงการคลังเตรียมบูรณาการความร่วมมือกับสถาบันการเงินของรัฐ รวมถึงประสานงานกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อพิจารณาปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในอัตรา 1% ช่วง 3 ปีแรก ให้กับประชาชนทั่วไป ที่สนใจกับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ นอกจากนี้ ยังเตรียมหารือร่วมกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดควบคู่ไปกับการสร้างทักษะแรงงานเพื่อรองรับการเติบโตอย่างครบวงจร

ในส่วนของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาคการขนส่ง รัฐบาลมีนโยบายที่จะลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลนำเข้าจากต่างประเทศ โดยพิจารณาปรับเปลี่ยนรถรับจ้างสาธารณะและรถโดยสารประจำทางให้หันมาใช้พลังงานทดแทน เช่น การใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี 20 ที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มซึ่งผลิตได้เองในประเทศ รวมถึงการสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้การพิจารณาของกรมการขนส่งทางบก

ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง บอกว่า คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการได้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากเงินกู้ส่วนที่ 2 โดยยึดหลักความถูกต้องและประโยชน์สูงสุดตามเจตนารมณ์ของพระราชกำหนดเป็นสำคัญ การพิจารณาจะไม่อนุมัติในลักษณะใครมาก่อนได้ก่อน แต่ทุกโครงการต้องผ่านการตรวจสอบความสอดคล้องอย่างเข้มงวด

ปัจจุบันยังไม่มีโครงการเสนอเข้ามาอย่างเป็นทางการ แต่มีเป้าหมายหลักในการเปลี่ยนผ่านพลังงานภาคการขนส่ง โดยมุ่งเน้นกลุ่มรถโดยสารสาธารณะเป็นอันดับแรก ตั้งแต่รถจักรยานยนต์รับจ้าง รถตุ๊กตุ๊ก รถแท็กซี่ รถบรรทุก และรถโดยสารประจำทาง ให้เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า

ขณะนี้กรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการช่วยเหลือ ซึ่งจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันตามความเหมาะสมของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ทั้งการให้เงินอุดหนุน การสนับสนุนเงินดาวน์ และการให้สินเชื่อ สำหรับเกณฑ์การพิจารณาทั้งหมดจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา

ส่วนมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับประชาชนทั่วไป กระทรวงการคลังกำลังประเมินผลมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV 3.5 ว่ามีแรงจูงใจเพียงพอหรือไม่ เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานเชิงโครงสร้าง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของประชาชนและนำไปสู่การประหยัดพลังงานในระดับประเทศอย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง