“ศุภจี” Kick Off “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” สร้างรายได้ รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 10,000 บาท

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” โดยมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พร้อมผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์เข้าร่วม

นางศุภจี กล่าวว่า โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ สสว. และภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่มุ่งดูแลค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กับการสร้างรายได้ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการมีอาชีพหรือหารายได้เพิ่มเติม สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้นผ่านระบบแฟรนไชส์ ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจแฟรนไชส์จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากว่า 500 ราย และได้คัดเลือกแฟรนไชส์มาตรฐานที่มีมูลค่าการลงทุนไม่เกิน 100,000 บาท เข้าร่วมโครงการกว่า 100 แบรนด์  

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สสว. ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 100 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการ โดยช่วยเหลือผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่มีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท ในอัตรา 50% ของค่าแพ็กเกจ สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย คาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการได้ประมาณ 10,000 ราย หรือ 10,000 ครอบครัว ทำให้ผู้ที่ต้องการมีอาชีพหรือมีรายได้เพิ่ม สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มต้นคิดหรือพัฒนาธุรกิจใหม่ทั้งหมด ลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ และช่วยยกระดับผู้ประกอบการ SME ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของภาค SME จากปัจจุบันประมาณ 35% เป็น 40% ภายใน 4 ปี ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่จะช่วยผลักดันผู้ประกอบการรายย่อยให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากการสนับสนุนเงินอุดหนุนจาก สสว. แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้ประสานความร่วมมือกับ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่ยังมีเงินลงทุนไม่เพียงพอ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมการค้ำประกันสินเชื่อ ช่วยลดข้อจำกัดในการเริ่มต้นธุรกิจ และได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เปิดพื้นที่ค้าขายในห้างโลตัสและแม็คโคร กว่า 2,000 สาขา รวมกว่า 10,000 จุดทั่วประเทศ ให้ผู้เข้าร่วมโครงการใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้า ฟรีค่าเช่าเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ รวมถึงได้รับความร่วมมือจากสมาคมตลาดสดไทย ซึ่งมีสมาชิกกว่า 100 ตลาด สนับสนุนพื้นที่ค้าขายเพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบการ และอีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการ คือ การเชื่อมโยงธุรกิจแฟรนไชส์เข้าสู่ระบบดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ของธนาคารกรุงไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” และได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาล ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้ตั้งแต่เริ่มเปิดกิจการ

สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อเข้าสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจผ่าน 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่

1. การเลือกและติดต่อธุรกิจ ผู้สนใจสามารถเลือกซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์ที่ผ่านการคัดสรรคุณภาพจาก
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ที่เว็บไซต์ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th เพื่อติดต่อกับผู้ประกอบธุรกิจ
แฟรนไชส์ (Franchisor) ได้โดยตรง

2. การชำระเงินงวดแรก ชำระเงินส่วนแรกผ่านบริการ Bill Payment ของธนาคารกรุงไทย

3. การจัดตั้งสาขาและรับเงินสนับสนุน เมื่อเริ่มจัดตั้งสาขาและส่งหลักฐานประกอบครบถ้วนตามเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านแฟรนไชส์ซอร์มายังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์จะต้องลงทะเบียน SME ONE ID ของ สสว. และดาวน์โหลด
แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ด้วย

คุณสมบัติแฟรนไชส์ซี (Franchisee) หรือ ผู้ซื้อสิทธิ

1. มีบัตรประชาชนสัญชาติไทย

2. อายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันเริ่มโครงการ

3. มีความสามารถตามกฎหมาย

4. มีความพร้อมด้านเงินลงทุน

5. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

6. ไม่เป็นบุคคลที่ปรากฏรายชื่ออยู่ในบัญชี HR-03 (บัญชีม้า)

7. ไม่เป็นกรรมการในนิติบุคคลที่สนใจลงทุน

8. ไม่เป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันกับธุรกิจแฟรนไชส์ที่สนใจลงทุน

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ความพิเศษของโครงการในครั้งนี้ คือการเปิดมิติใหม่ในการสร้างอาชีพ นำระบบแฟรนไชส์ที่เจ้าของธุรกิจได้พิสูจน์แล้วจนประสบความสำเร็จมาเป็นพี่เลี้ยงในการประกอบธุรกิจ ขอเชิญชวนผู้สนใจรีบสมัครร่วมโครงการได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป (เริ่มโครงการ 1 กรกฎาคม 2569) และสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เพื่อจะได้สมัครเป็นร้านค้าในโครงการ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์ร่วมจ่าย “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ของรัฐบาล มาตรการดังกล่าวจะช่วยการันตียอดขายและสร้างฐานลูกค้าที่แน่นอนให้กับผู้ซื้อแฟรนไชส์ตั้งแต่เริ่มเปิดร้าน ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถดึงกำลังซื้อจากนโยบายภาครัฐมาขับเคลื่อนร้านค้าในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการได้ที่ เว็บไซต์ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th หรือ Line OA @franchisedbdplus รวมทั้งสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร. 0 2547 5953, 0 2547 5955 และ Call Center 1570

ข่าวที่เกี่ยวข้อง