“นิ้วนางวิสาขา” พืชถิ่นเดียวจากป่าอีสานเหนือ เจริญเติบโตประดับพื้นป่าเต็งรัง ภูวัว-ภูลังกา

“นิ้วนางวิสาขา” (Ceropegia digitiformis Kidyoo) พืชถิ่นเดียว (Endemic species) ของประเทศไทยที่สำรวจพบเฉพาะในพื้นที่ป่าเต็งรังแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

“นิ้วนางวิสาขา” จัดอยู่ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้เถาล้มลุกอายุหลายปี มีลักษณะเด่นที่มีหัวใต้ดินขนาดเล็กทรงเกือบกลม ผิวเรียบสีน้ำตาล เจริญเติบโตขยายออกทางด้านข้าง ลำต้นเหนือดินมีลักษณะเลื้อยพันเกาะพืชชนิดอื่น ลำต้นเกลี้ยงสีเขียวและจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงเมื่อแก่ โดยทุกส่วนของพืชชนิดนี้จะมีน้ำยางใส

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่น่าสนใจ ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่นใบหนาคล้ายหนัง มีรูปทรงตั้งแต่รูปไข่ รูปรี รูปขอบขนาน ไปจนถึงรูปใบหอก ขอบใบเรียบมีขนครุย ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างสีเขียวอ่อนและเกลี้ยงทั้งสองด้าน ส่วนดอก: ออกเป็นช่อกระจุกนอกซอกใบ ช่อละ 1–3 ดอก กลีบเลี้ยงสีเขียวปลายแต้มจุดประสีน้ำตาลแดง ตัวกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวยแกมทรงกระบอก โค้งเล็กน้อย โคนหลอดกลีบป่องออกเป็นกระเปาะ ผิวด้านนอกสีขาวครีมมีจุดประน้ำตาลแดง ส่วนด้านในบริเวณกระเปาะเป็นสีน้ำตาลแกมม่วง แฉกกลีบดอกและมงกุฎ ส่วนปลายหลอดแยกเป็นแฉกรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม ปลายแฉกเชื่อมติดกัน ขอบกลีบพับออกด้านนอก ด้านในมีเฉดสีไล่ตั้งแต่ขาวแกมเขียว โคนขาวแกมชมพู และปลายสีน้ำตาลแดงถึงม่วง

ที่มาของชื่อวิทยาศาสตร์: คำระบุชนิด ‘digitiformis’ มีความหมายว่า “รูปร่างคล้ายนิ้วมือ” ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะเด่นของโครงสร้างปลายมงกุฎวงนอก (Corona) ที่แยกออกตลอดความยาวเป็น 2 ส่วน แต่ละส่วนมีรูปทรงกระบอกแกมรูปใบหอก แบนเล็กน้อยและปลายทู่ ดูคล้ายกับนิ้วมือ

ส่วนผลและเมล็ด ออกฝักเป็นคู่ รูปใบหอกแกมรูปแถบ เมื่อแก่จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาลแดง ภายในมีเมล็ดรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ซึ่งมีกระจุกขนสีขาวติดอยู่ ช่วยในการปลิวไปตามลมเพื่อกระจายพันธุ์

จากการสำรวจพบว่า “นิ้วนางวิสาขา” มักขึ้นร่วมกับหญ้าและไม้พุ่มขนาดเล็กในป่าเต็งรังทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อนุรักษ์อย่าง ป่าภูวัว-ภูลังกา ที่ระดับความสูง 200–500 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยพืชชนิดนี้จะออกดอกและติดผลในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมของทุกปี

การค้นพบนี้ได้รับการยอมรับและตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับสากล Taiwania ปี 2017 โดย ดร.มานพ ผู้พัฒน์ (คัดย่อ/เรียบเรียง) ร่วมกับข้อมูลการวิจัยของ Kidyoo, M. & Paliyavuth, C. นับเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ตอกย้ำถึงความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของผืนป่าไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์อย่างยิ่ง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง