กต.- อว.ประกาศเจตจำนงขับเคลื่อน การทูตวิทยาศาสตร์ หวังยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถไทยผลิตเทคโนโลยีเองได้ พร้อมหารือทูต 6 ประเทศวางแผนขับเคลื่อน “สีหศักดิ์” ขอทูตไทย-กงสุล เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่แสวงหาโอกาสให้ไทย “นายยศชนัน” หวังดันไทยเป็นห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี ดึงดูดนักลงทุน

กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาลัยและนวัตกรรม ร่วมประกาศเจตจำนงความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการทูตวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมเป็นสักขีพยาน

นางสาวรุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กล่าวเปิดงานว่า การประกาศเจตจำนงความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการทูตวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายรอบด้านทั้งความผันผวนบริบทโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ AI ดังนั้นวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและเปลี่ยนผ่านประเทศสู่การเป็นประเทศที่สามารถคิดค้นพัฒนาและสร้างเทคโนโลยีของตัวเองได้ รวมทั้งร่วมกำหนดกติการะดับโลกมากกว่าการเป็นผู้ตาม กระทรวงการต่างประเทศจึงทำยุทธศาสตร์การทูตวิทยาศาสตร์ โดยมุ่งขยายความร่วมมือกับต่างประเทศ พัฒนาทุนมนุษย์ระยะยาวเพิ่มอำนาจต่อรองไทยในเวทีโลกภายใต้แนวคิด 3 ประการคือ ใช้การทูตเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ ใช้การทูตวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเป็นสะพานเชื่อมระหว่างประเทศและนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนการกำหนดนโยบายและเจรจาระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศจะใช้เครือข่ายสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ในต่างประเทศที่มีเกือบร้อยแห่ง เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือ ซึ่งการประกาศเจตจำนงในวันนี้เป็นความมุ่งมั่นของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวง อว. และหน่วยงานภายใต้การกำกับของ อว.สำนักงานส่งเสริมการลงทุนและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่จะทำงานร่วมกันในฐานะทีมประเทศไทย

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ทั้ง 2 หน่วยได้ร่วมประกาศเจตนารมณ์ ถือเป็นมิติใหม่ในการร่วมขับเคลื่อนการทูตวิทยาศาสตร์ ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เป็นการพิสูจน์ว่าสิ่งที่เคยหารือกันเกิดความก้าวหน้าขึ้นในวันนี้ พิสูจน์ว่าการทูตวิทยาศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่เคยพูดลอยๆ แต่เป็นการนำการต่างประเทศของไทยไปสู่ยุคใหม่ และเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการดำเนินนโยบายต่างประเทศไทยจะทำในมิติเดิมๆ ไม่ได้ เพราะโลกไม่เหมือนเดิม ดังนั้นจะต้องมีนโยบายต่างประเทศที่ที่สามารถตอบโจทย์ทุกประเทศ และสิ่งที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่ยุคใหม่ รวมทั้งพัฒนาเศรษฐกิจของไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันคือวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและการวิจัย จึงเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างกันจะส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมาก โดยพื้นฐานไทยมีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่น้อย แต่ไม่มีประเทศใดสามารถดำรงอยู่เพียงลำพังได้ ซึ่งงานวิจัย และนวัตกรรมมักจะอยู่ในประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจระดับสูงกว่าไทย ไทยจึงจำเป็นต้องไปร่วมมือกับประเทศเหล่านั้น

นายสีหศักดิ์ ย้ำว่า ต่อไปนี้สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลไทยในต่างประเทศ รวมถึงเอกอัครราชทูต และกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลก ต้องปรับวิธีการทำงานใหม่โดยมองไปข้างหน้า เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ และพยายามแสวงหาโอกาสให้กับประเทศ ผ่านการแสวงหาความร่วมมือและการเชื่อมโยงระหว่างประเทศต่างๆ รวมทั้งกระทรวงต่างๆ พร้อมยืนยันว่ากระทรวงการต่างประเทศให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และจะทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่

นายยศชนัน กล่าว่า วันนี้เป็นนิมิตรหมายที่ดี หลังจากที่ทั้งสองกระทรวงได้เริ่มต้นความร่วมมือระหว่างกัน เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา โดยในช่วงนั้นได้หารือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI รวมทั้งหารือกับนายเอกนิติ นิติธรรมประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย ซึ่งคาดว่าเรื่องที่สามารถผลักดันได้คือ อุตสาหกรรมด้าน semi conductor ซึ่งมีความสำคัญกับการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ ระบบอัตโนมัติ ชิ้นส่วนรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยไทยมีศักยภาพในการผลิตสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แต่ต้องทำให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หากจะทำให้เกิดความสำเร็จต้องอาศัยการติดต่อสื่อสาร และเชื่อมโยงกับคนที่เก่งที่สุดในโลก การเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องมีการทูตวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยสนับสนุน เพื่อทำให้เห็นภาพรวมในการดึงดูดการลงทุนด้านเคมีคอนดักเตอร์ การผลิตคนให้เพียงพอต่อการดึงดูดการลงทุน ปัจจุบันหลายหน่วยงานสะท้อนว่าไทยมีผู้เชี่ยวชาญด้าน semi conductor ไม่เพียงพอ และกระทรวง อว.มีหน้าที่ผลิตทุนมนุษย์ ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการจำนวนคนและต้องผลิตให้ทันกับความต้องการ หากยังไม่เพียงพอจำเป็นต้องหารือกับต่างประเทศเพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมมือเพื่อแก้ไขข้อจำกัดเรื่องคน ซึ่งจะสามารถทำให้ไทยพัฒนาและพลิกพื้นประเทศให้กลายเป็น

ประเทศที่สามารถมีเทคโนโลยีขั้นสูงได้ นอกจากนั้นยังมีการเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรม เช่น ซิลิคอน วัลเลย์ หรือระบบนิเวศของประเทศแถบสแกนดิเนเวีย รวมถึงระบบนิเวศของแถบเอเชีย อย่างประเทศเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อผลิตคนและนวัตกรรมกระจายไปสู่ที่ที่มีความต้องการ จำเป็นต้องมีความร่วมมือจากต่างประเทศและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ด้วยความร่วมมือดังกล่าวจะนำไปสู่โครงสร้างพื้นฐานการวิจัยที่เพียงพอ อีกทั้งจำเป็นต้องใข้ความร่วมมือจากเอกอัครราชทูตหลายประเทศ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างไทยกับประเทศต่างๆ

หลังจากนั้น เป็นการประชุมระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวง อว. BOI หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเอกอัครราชทูต 6 ประเทศ ประกอบด้วย ออสเตรเลีย เยอรมนี ญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิสราเอล และซาอุดิอาระเบีย เพื่อร่วมกันวางแผนความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมและหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นความสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมขับเคลื่อนประเทศไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนไทยให้เข้มแข็งแข็งแรงและเติบโตอย่างยั่งยืน 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง