กมธ.สาธารณสุขห่วงลอบส่งออกกัญชา ทำไทยเสียภาพลักษณ์ เร่งออกกฎหมายปิดช่องโหว่โดยเร็ว

นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานคณะ กมธ.การสาธารณสุข เปิดเผยถึงผลการพิจารณาสถานการณ์และปัญหาการลักลอบส่งออกกัญชาไปต่างประเทศว่า สืบเนื่องจากการประชุมคณะ กมธ.การสาธารณสุข ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้ามาชี้แจงและให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับปัญหาที่เกิดขึ้นถึงการลักลอบส่งออกกัญชาไปยังต่างประเทศ เพื่อนำเข้าสู่การทำให้ประเทศไทย ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งทำให้ไทยเสียภาพลักษณ์ของประเทศและเกิดผลกระทบที่ตามมาอย่างไม่คาดคิด เพราะประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมกัญชาอย่างเป็นทางการ และมีเพียงประกาศกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้นที่ใช้ในการกำกับควบคุมดูแล

อีกทั้งจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ไม่เพียงพอ ส่วนร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา กัญชง พ.ศ. …. ของกระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น และคาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติโดยเร็วที่สุด นั้นคือช่วงเดือนมกราคม 2570 โดยคณะ กมธ.การสาธารณสุขได้ตั้งคณะอนุ กมธ.เกี่ยวกับกฎหมายสาธารณสุขโดยรวม โดยจะนำร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา กัญชง ของกระทรวงสาธารณสุขขึ้นมาศึกษาเป็นวาระแรก พร้อมกับเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้ข้อมูล เพื่อร่างกฎหมายของคณะ กมธ. ขึ้นมาพิจารณาพร้อมกับร่างของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งในช่วงในช่วงปีงบประมาณ 2569 มีการจับกุมคดีเกี่ยวกับกัญชาจำนวน 6,000 กว่าคดี มีของกลางจำนวนประมาณ 56 ตัน และเมื่อเทียบกับปี 2567 มีของกลางจำนวนเพิ่มมากขึ้นถึง 16 เท่า โดยการขนส่งทางเครื่องบินและส่งพัสดุทางเรือ มีจุดหมายปลายทางที่สหราชอาณาจักรจำนวนมากที่สุด รองลงมาคือประเทศเนเธอร์แลนด์

นายสกลธี ย้ำต่อว่า ขณะนี้กรมศุลกากรจะแก้ไขระเบียบเกี่ยวกับโทษปรับการจับกุมกัญชา แต่ยังเทียบไม่ได้กับจำนวนเงินส่วนต่างที่ได้จากการลักลอบส่งออกไปขายในต่างประเทศ และเป็นที่น่าตกใจว่าแม้จะมีการจับกัญชาได้เป็นจำนวนมาก แต่โทษที่ได้รับเป็นเพียงโทษปรับเท่านั้น และไม่มีการขยายผลต่อเนื่องไปยังกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ตนจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปประสานกับกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เพราะเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เนื่องจากไม่ได้มีการขยายผลต่อเนื่องว่า คนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการทั้งหมดเป็นใคร ซึ่งมีผลทำให้ไทยเป็นจุดที่มีกัญชาแพร่หลาย รัฐบาลไม่ได้มีแนวทางที่จะอุดช่องโหว่ และขยายผลไปให้ได้มากกว่านั้น ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง และกมธ.สาธารณสุขจะดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง