นายกฯ ทำโรดโชว์ประเทศไทย ดึงการลงทุนจีน สร้างโอกาสใหม่ ดันไทยเป็นฐานผลิต EV-AI พร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมกิจกรรม Prime Minister -Thai Private Sector Lunch eon ร่วมกับ 140 ผู้บริหารระดับสูงไทย (CEO) ซึ่งเป็นภาคเอกชนไทยที่มาลงทุนในจีนจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ  ได้แก่ ธุรกิจการเงิน อาหาร พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม การแพทย์-สาธารณสุข ท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีย้ำความพร้อมของไทยในการแสวงความร่วมมือ สร้างโอกาสให้ประเทศและภาคเอกชน ภายใต้หลักธรรมาภิบาล พร้อมอำนวยความสะดวกและเป็นลู่ทางการลงทุนของเอกชนไปสู่เป้าหมายที่สูงสุด ดังนั้น หน้าที่ของรัฐบาล คือ ต้องเร่งเจรจา FTA กับคู่ค้าสำคัญต่างๆ และขอบคุณภาคเอกชนไทยทุกคนที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลมีหน้าที่สร้างโอกาส ขณะที่ภาคเอกชนคือผู้สร้างความสำเร็จ หากเราทำงานร่วมกันในฐานะ “ทีมไทยแลนด์” ด้วยเป้าหมายเดียวกัน เชื่อมั่นว่าไทยจะไม่เพียงเติบโตในตลาดจีน แต่จะก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานเปิดงาน Thailand–China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) ร่วมพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (BOI Chengdu Office) และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างภาคเอกชนของไทยและจีน ซึ่งจะช่วยต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตระหว่างทั้งสองประเทศ โดยมีผู้ว่าการมณฑลเสฉวน ผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองประเทศ นักลงทุน และผู้แทนภาคเอกชนไทย–จีนเข้าร่วม ซึ่งถือเป็นการปักหมุดและส่งสัญญาณสำคัญว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับจีน โดยให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือในระดับท้องถิ่นมากขึ้น มณฑลเสฉวนมีประชากร 80 ล้าน เศรษฐกิจใหญ่อันดับ 6 ของจีน จึงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่สำคัญของจีน ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งโดยเป็นศูนย์กลางอาเซียน โครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน ห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง บุคลากรที่มีคุณภาพ ความพร้อมด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด มาตรการสนับสนุนจากรัฐบาล และสิทธิประโยชน์จูงใจจาก BOI ที่สำคัญ รัฐบาลกำลังผลักดันการปฏิรูประบบราชการและปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถรองรับการเจริญเติบโต และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ได้ จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ไทยได้รับการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ 3.8 หมื่นล้านหยวน หรือราว 1 ล้านล้านบาท การค้าระหว่างเสฉวนและไทยยังมีโอกาสอีกมาก ด้วยการพัฒนาเส้นทาง New International Land-Sea Trade Corridor และนโยบาย Chengdu – Chongqing Economic Circle พื้นที่แห่งนี้กำลังกลายเป็นจุดเชื่อมสำคัญของเส้นทางสายไหมทางบกที่เชื่อมจีนตะวันตกเข้ากับเอเชียใต้ เอเชียกลางและอาเซียนโดยมีไทยเป็นศูนย์กลาง ซึ่งไทยนำคณะมาเยือนในครั้งนี้ เพื่อสร้างความร่วมมือกับมณฑลเสฉวนในด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาเศรษฐกิจ และการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ โดยมีจุดแข็งทั้งของไทยและเสฉวนที่จะมาเติมเต็มกัน โดยรัฐบาลมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบใน 3 มิติ ได้แก่

1. ความเร็วและการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ผ่านโครงการ Thailand FastPass ซึ่งเป็นกลไกที่จะช่วยลดระยะเวลาอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ลงทุนแล้วกว่า 7 แสนล้านบาท

2. การยกระดับผู้ประกอบการและบุคลากรไทย ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้ BOI และskill bridge 

3. การสร้างความแข็งแรงจากภายใน ผ่านการมีมาตรการเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านพลังงานและการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ผลจากการดำเนินนโยบายดังกล่าวได้รับการยอมรับจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ทั้ง Moody’s และ S&P Global Ratings ที่ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยดีขึ้น ขณะที่อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยจาก IMD ก็ขยับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจังของรัฐบาล และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนจากทั่วโลก

นางซือ เสี่ยวหลิน ผู้ว่าการมณฑลเสฉวนและรองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน ได้กล่าวว่า ประเทศไทยและประเทศจีนเป็นเพื่อนบ้าน ญาติมิตร และหุ้นส่วนที่ดีต่อกัน เราจึงควรเปลี่ยนมิตรภาพดังกล่าวมาเป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกัน โดยประเทศไทยมีศักยภาพในหลากหลายด้าน อาทิ ยานยนต์ เกษตรและอาหาร ในขณะที่มณฑลเสฉวนมีความโดดเด่นด้านทรัพยากร อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน ดังนั้น มณฑลเสฉวนจึงพร้อมส่งเสริมและแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย ทั้งในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายประสบความสำเร็จร่วมกัน

ด้านนายหวัง เสี่ยวฮุย (Mr. Wang Xiaohui) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน ได้เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม การท่องเที่ยว และความร่วมมือระดับท้องถิ่น เพื่อเชื่อมเศรษฐกิจไทยเข้ากับตลาดจีนตะวันตกอย่างเป็นรูปธรรม และย้ำว่าไทยเป็นประเทศสำคัญสำหรับมณฑลเสฉวน ปัจจุบันเสฉวนมีความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องกับ 5 จังหวัดของไทย และจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางมาเสฉวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับมณฑลเสฉวนอยู่ที่ประมาณ 41,000 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 112 สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองฝ่ายกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เสฉวนยังมีร้านอาหารไทยมากที่สุดในภาคตะวันตกของจีน แสดงให้เห็นถึงความนิยมในอาหารและวัฒนธรรมไทย ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การส่งออกสินค้าเกษตร อาหาร วัตถุดิบ เครื่องปรุง และธุรกิจบริการของไทยได้อีกมาก

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเดินทางเยือน 3 เมืองหลัก ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง รวมทั้งได้พบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อยืนยันว่าไทยพร้อมยกระดับความร่วมมือกับจีนในทุกมิติและทุกระดับ ตั้งแต่รัฐบาลกลาง มณฑล เมือง ไปจนถึงภาคเอกชน

และย้ำว่าเสฉวนซึ่งมีประชากรกว่า 80 ล้านคน เป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่ของสินค้าไทย และเป็นแหล่งนักลงทุนคุณภาพที่ไทยต้องการเชื่อมโยงให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยผู้บริหารและผู้ประกอบการไทยกว่า 150 รายที่เข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่นครเฉิงตู ได้สนใจศักยภาพของตลาดจีนตะวันตก และเป็นโอกาสสำคัญในการหาคู่ค้า เปิดช่องทางจำหน่ายสินค้า และสร้างเครือข่ายธุรกิจใหม่ การเยือนนครเฉิงตูครั้งนี้จะช่วยเปิดตลาดใหม่ให้สินค้าและบริการของไทย ดึงการลงทุนและเทคโนโลยีเข้าสู่ประเทศ รวมทั้งสร้างโอกาสด้านงาน รายได้ และการพัฒนาทักษะให้ประชาชนไทย

ปัจจุบัน จีนเป็นหนึ่งในนักลงทุนจากต่างประเทศที่สำคัญที่สุดของไทย โดยในปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมจากจีน 982 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 41 ของจำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศ สูงเป็นอันดับหนึ่ง มีมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 172,000 ล้านบาท ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 จีนยังคงมีจำนวนโครงการขอรับการส่งเสริมสูงที่สุด จำนวน 155 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 36 ของโครงการลงทุนจากต่างประเทศ มีมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 17,300 ล้านบาท โดยบีโอไอจะเดินหน้าดึงการลงทุนที่เน้นเทคโนโลยีขั้นสูงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้พบหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับบริษัทเอกชนชั้นนำของจีนแบบรายบริษัท (one-on-one) ได้แก่ บริษัท Xiaomi Corporation บริษัท ChangAn Automobile บริษัท Innolight Technology และ บริษัท Eoptolink Technology โดยเอกชนจีนสนใจขยายการลงทุนต่อเนื่อง เพราะเห็นว่า ไทยมีข้อได้เปรียบในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ โดยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน โครงสร้างพื้นฐานมีความพร้อม ที่เอื้อต่อการลงทุน และการอำนวยความสะดวกภาครัฐให้กับนักลงทุน ภายใต้โครงการ Thailand FastPass และสิทธิประโยชน์ของ BOI ไทยมีความพร้อมในอุตสาหกรรมใหม่ และ AI สอดรับกับที่ IMF เสนอรายงานว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรม AI 4 อันดับแรกของโลก

โดย บริษัท Xiaomi Corporation ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำด้านอุปกรณ์อัจฉริยะ IoT, AloT และ Smart Devices ได้เล็งเห็นถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางยานยนต์ชั้นนำและตลาดเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ChangAn Automobile ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน แจ้งว่า เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแห่งแรกในต่างประเทศที่จังหวัดระยอง เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพวงมาลัยขวาสำหรับตลาดอาเซียนและตลาดโลก และตั้งสำนักงานธุรกิจระหว่างประเทศ (IBC) และศูนย์วิจัยและพัฒนา เพื่อผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและธุรกิจมูลค่าสูง บริษัท Innolight Technology  ธุรกิจหลักด้านโมดูลรับส่งสัญญาณแสง อันดับต้นๆ ของโลก มีการจ้างงานบุคลากรและนักวิจัยไทย มีแผนขยายความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) และเพิ่มการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ และบริษัท Eoptolink Technology บริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสำคัญสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ปัจจุบันใช้ไทยเป็นฐานการผลิตแห่งแรกและแห่งเดียวของบริษัทนอกประเทศจีน มีการจ้างงานกว่า 8,000 อัตราในจังหวัดชลบุรีและระยอง ได้ยืนยันกับรัฐบาลไทยในการขยายกำลังการผลิตและแผนการลงทุนเพิ่มเติมในไทย เพื่อเสริมสร้างให้ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน Supply Chain และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง