“ยศชนัน – นิกร” คิกออฟ Sandbox “แก้จน 5 ด้าน” พาประชาชนพ้นความยากจน “แรงงาน” เร่งแก้ปัญหา บัณฑิตจบใหม่ตกงาน

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด เปิดปฏิบัติการ“แผนขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทางสังคม 5 ด้าน ด้วย อววน.” (แผนแก้จน 5 ด้าน) ในรูปแบบ Sandbox นำร่องพื้นที่จริง โดยใช้องค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาความยากจนอย่างแม่นยำถึงระดับครัวเรือน หากประสบผลสำเร็จจะขยายผลสู่ทั่วประเทศ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า หัวใจของ Sandbox ครั้งนี้คือการลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่ โดยใช้แพลตฟอร์มขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำระดับจังหวัด (Provincial Poverty Alleviation Platform: PPAP) ที่มีมหาวิทยาลัยในพื้นที่เป็นแกนกลาง เชื่อมโยงการทำงานกับจังหวัด ท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐทุกระดับ โดยที่ผ่านมา ระบบข้อมูล PPPConnext ของกระทรวง อว. สามารถค้นหาและสอบทานครัวเรือนยากจนได้ 1,243,449 คน จาก 303,444 ครัวเรือน ใน 20 จังหวัด ทำให้พบคนจนที่เคยตกหล่นจากระบบ และวิเคราะห์ปัญหาตามฐานทุน 5 ด้าน คือ ทุนมนุษย์ ทุนกายภาพ ทุนการเงิน ทุนธรรมชาติ และทุนสังคมก่อนออกแบบความช่วยเหลือรายครัวเรือน แผนงานวิจัยนี้พัฒนาโมเดลแก้จนด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแล้วกว่า 458 โมเดล สร้างรายได้ให้คนยากจน 179,370 คน คิดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นรวม 979 ล้านบาท โดยมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมพร้อมขยายผลรวม 3,638 เทคโนโลยี ครอบคลุมด้านอาหารและการแปรรูป ประมง เกษตรกรรม และการเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุ ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่กว่า 70 แห่งทั่วประเทศ

สำหรับจังหวัดร้อยเอ็ดซึ่งเป็นพื้นที่ Sandbox ครั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดได้ค้นหาและสอบทานครัวเรือนยากจนแล้ว 53,795 คน และดำเนินโครงการเด่นอย่างโมเดล “การผลิตผักปลอดภัยด้วยเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture)” ในอำเภอเกษตรวิสัยและอำเภอเมืองร้อยเอ็ด ที่นำระบบ IoT เซนเซอร์ ระบบน้ำหยดอัตโนมัติ และการตลาดดิจิทัลมาช่วยเกษตรกร มีครัวเรือนได้รับประโยชน์ 514 ครัวเรือน รายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3,414 บาท/เดือน/ครัวเรือน เกษตรกรร้อยละ 27.4 เริ่มมีเงินออมเป็นครั้งแรก และร้อยละ 44.5 มีภาระหนี้สินลดลง

การลงพื้นที่ร่วมกันของสองกระทรวงครั้งนี้ สะท้อนการบูรณาการข้ามกระทรวงอย่างเป็นรูปธรรม โดยแผนแก้จน 5 ด้าน ครอบคลุม (1) เศรษฐกิจ: เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เชื่อมตลาด (2) มาตรฐานความเป็นอยู่: ยกระดับที่อยู่อาศัยและการรับมือภัยพิบัติ (3) สุขภาพ: ส่งต่อผู้เปราะบางเข้าสู่บริการและระบบดูแลต่อเนื่อง ในชุมชน (4) การศึกษา: ลดความยากจนข้ามรุ่น ติดตามเด็กเสี่ยงหลุดระบบ และ (5) การคุ้มครองทางสังคม: เชื่อมสิทธิ สวัสดิการ กองทุน และบริการภาครัฐ ซึ่งมิติด้านสุขภาพและการคุ้มครองทางสังคมจะทำงานประสานโดยตรงกับกลไกของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่

การแก้จนด้วย อววน. คือการแก้จนด้วยความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ต้องร่วมกันสร้างกลไกความร่วมมือในพื้นที่ ศึกษาให้เข้าใจบริบทของครัวเรือนยากจนอย่างลึกซึ้ง และออกแบบให้เข้าถึงสวัสดิการสังคมและอาชีพที่มีรายได้อย่างสม่ำเสมอ สร้างความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตัวเอง ที่จะลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาของตัวเองอย่างพอเพียงและยั่งยืน หาก Sandbox ที่จังหวัดร้อยเอ็ดพิสูจน์ผลสำเร็จ รัฐบาลพร้อมขยายโมเดลนี้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้คนไทยทุกครัวเรือนหลุดพ้นจากความยากจนอย่างแท้จริง

ด้านนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า บทบาทสำคัญของกระทรวง พม. ในการแก้ไขปัญหาความยากจน ภายใต้นโยบาย พม. 8 ด้าน “สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” ด้วยการขับเคลื่อนงานพัฒนาระบบคุ้มครองทางสังคมแบบพุ่งเป้าและการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน 4 แนวทางสำคัญ ดังนี้ 1) การบูรณาการข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาแบบพุ่งเป้าโดยใช้ฐานข้อมูลจากระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (TPMAP) ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายเพื่อจัดทำแผนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุดตามบริบทของพื้นที่ 2) การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง โดยดูแลประชาชนทุกช่วงวัยที่ประสบปัญหาความยากลำบากทางสังคม ให้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานสร้างอาชีพ และพัฒนาศักยภาพเพื่อพึ่งพาตนเองได้ 3) การยกระดับคุณภาพที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม ด้วยการรับผิดชอบหลักในมิติความเป็นอยู่ โดยร่วมกับกระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกองทัพ ในการสนับสนุนงบประมาณเพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงสภาพที่อยู่อาศัยให้มั่นคง และ 4) การส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม โดยกำหนดนโยบายและมาตรการคุ้มครองทางสังคม พิทักษ์สิทธิผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้มีรายได้น้อย เพื่อเป็นหลักประกันและความมั่นคงในการดำเนินชีวิต

กระทรวง พม. มีเป้าหมายในการขจัดความยากจน โดยนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา ด้วยการขับเคลื่อน “ฐานข้อมูลกลางผู้เปราะบาง” หรือ Social Map เพื่อชี้เป้าให้ความช่วยเหลือได้ตรงจุด ตรงคน ตรงเวลา และไม่ให้มีใครตกหล่นจากการดูแลของรัฐอีก พร้อมชูความสำเร็จ 4 ประการ ได้แก่ การบูรณาการฐานข้อมูลที่ช่วยให้กลุ่มเปราะบางรายใหม่กว่า 2.3 แสนคนได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การเปิดตัวแพลตฟอร์มออนไลน์ “พม. care” การนำ AI มาช่วยสืบค้นข้อมูลในสายด่วน 1300 พร้อมระบบ Social Monitoring บนโลกออนไลน์ และการจัดตั้ง “ศูนย์สร้างสุข” ในทุกอำเภอทั่วประเทศ แต่ลำพังเพียงสวัสดิการจาก พม. อาจไม่เพียงพอ จึงต้องบูรณาการความร่วมมือกับ อว. ในการขับเคลื่อนนโยบาย “แก้จนรายพื้นที่ โดย Kick Off ปูพรมสำรวจพื้นที่นำร่องที่จังหวัดร้อยเอ็ดเป็นแห่งแรก ด้วยเป้าหมายหลักคือการค้นหาและเติมคนที่ตกหล่นเข้าสู่ระบบการดูแลให้ครบ 100% และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างสองกระทรวงเพื่อ “สร้างงาน สร้างอาชีพ” อย่างเป็นรูปธรรม โดย พม. จะดูแลเรื่องความเป็นอยู่และฐานรากของชีวิต ขณะที่ อว. จะนำเทคโนโลยีและวิชาชีพเข้าไปยกระดับทักษะ เพื่อให้ประชาชนสามารถยืนหยัดหาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างมีศักดิ์ศรี

นอกจากนี้ยังพบปัญหาบัณฑิตจบใหม่ตกงาน กระทรวงแรงงาน ได้เร่งแก้ไขปัญหาการจ้างงานของบัณฑิตจบใหม่และการพัฒนากำลังแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ หลังข้อมูลจากแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ของกระทรวงแรงงาน พบว่า ปัจจุบันมีตำแหน่งงานว่างสะสมกว่า 311,983 อัตรา แต่ยังมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีกว่า 25,000 คน อยู่ระหว่างการหางาน สะท้อนปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะของแรงงานกับความต้องการของตลาด (Skill Mismatch) ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานภาวะสังคมไทยของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ระบุว่า ผู้ว่างงานส่วนใหญ่ที่ไม่เคยทำงานมาก่อน เป็นผู้มีการศึกษาระดับอุดมศึกษา และผู้ว่างงานระยะยาวจำนวนมากเป็นคนอายุ 20-29 ปี สะท้อนว่าการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ เป็นโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข

กระทรวงแรงงานจึงเร่งบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการชั้นนำ 35 บริษัท เพื่อขับเคลื่อนแนวทาง “รัฐ-เอกชนร่วมสร้างแรงงานทักษะสูง” โดยใช้ความต้องการของสถานประกอบการเป็นตัวตั้งในการพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskilling และ Reskilling) เพื่อให้ผู้หางาน โดยเฉพาะบัณฑิตจบใหม่ มีโอกาสได้งานที่ตรงกับศักยภาพและสามารถเติบโตในสายอาชีพได้ นอกจากการพัฒนาทักษะแรงงานแล้ว ยังเดินหน้ายกระดับแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ให้เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลตำแหน่งงานและความต้องการทักษะของภาคธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจับคู่งาน ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และช่วยให้การออกแบบหลักสูตรฝึกอบรมของภาครัฐตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและสิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อการจ้างงานในอนาคต รัฐบาลเชื่อว่าการแก้ปัญหาการว่างงานต้องเริ่มจากการทำให้คนกับงานตรงกัน ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนตำแหน่งงาน แต่ต้องยกระดับทักษะแรงงานไทยให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมใหม่และการลงทุนที่มีมูลค่าสูง เพื่อสร้างงานที่มั่นคง รายได้ที่เหมาะสม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการสมัครงานและนายจ้างที่ต้องการประกาศรับสมัครงานผ่านเว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ” สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2

ข่าวที่เกี่ยวข้อง