นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาครั้งประวัติศาสตร์ THAILAND² “ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวสุนทรพจน์ชื่นชมการจัดงานว่ามีความเหมาะสมทั้งถูกที่และถูกเวลา ท่ามกลางความท้าทายจากสังคมสูงวัย เทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิอากาศ ซึ่งประเทศที่จะรับมือได้จำเป็นต้องมีทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพสูง โดยนายกรัฐมนตรีมุ่งเน้นการลงทุนกับสิ่งที่มีค่าที่สุดคือคนไทย เปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะแบบ Upskill และ Reskill ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาวะทางจิต พร้อมทั้งชื่นชมความร่วมมือเชิงบูรณาการของ 5 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาคนอย่างเป็นระบบและเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง อีกทั้งนายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงการหารือกับผู้นำจีนและผู้ประกอบการชั้นนำในระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ผ่านมาว่า รัฐบาลได้เดินหน้าขยายความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) หลายฉบับ เพื่อร่วมพัฒนากำลังคนและยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ภายใต้แนวคิดการยกกำลังประเทศไทยให้พร้อมทั้งรับมือและรับโอกาสจากทุกความเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งเน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้กำลังแรงงานของไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูง
ศ.ดร.ยศชนัน วงสวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้นำเสนอแผนปฏิบัติการ “Lifelong Support” เพื่อการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนตลอดช่วงชีวิต เริ่มตั้งแต่วัยเริ่มต้นชีวิต (0-6 ปี) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด รัฐบาลมุ่งลดภาระครอบครัววัยทำงาน ด้วยการรื้อระบบศูนย์เด็กปฐมวัย เร่งรัดการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดจำนวน 600 บาท ให้ถึงมือครอบครัวภายใน 30-45 วัน และผลักดันกฎหมายคุ้มครองเด็กให้เข้มงวด วัยเรียน (7-18 ปี) ดำเนินนโยบาย “คืนเวลาให้ครู” ด้วยการลดภาระงานและตัวชี้วัด (KPIs) ลงร้อยละ 71.52 ในสถานศึกษาทั่วประเทศกว่า 30,000 แห่ง ขับเคลื่อนโครงการ Zero Dropout PLUS ตั้งเป้าหมายพาเด็กกว่า 500,000 คนที่หลุดจากระบบให้กลับเข้าสู่ห้องเรียนหรือการฝึกอาชีพ มอบทุนการศึกษาต่อต่างประเทศ (ODOS) จำนวน 3,282 ทุน เพื่อนำองค์ความรู้ระดับโลกกลับมาพัฒนาประเทศ วัยเริ่มต้นประกอบอาชีพ (19-35 ปี) การสนับสนุนงบประมาณผ่านระบบ TCAS จำนวน 147.2 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเยาวชนกว่า 900,000 คน ได้รับสิทธิสอบ TGAT/TPAT ฟรี ผลิตแพทย์เพิ่ม 22,200 คน และบุคลากรทักษะสูงด้านเซมิคอนดักเตอร์ 12,000 คน นอกจากนี้ยังจัดหางานให้ประชาชนไปแล้ว 40,051 คน ยกระดับสวัสดิการผู้ประกันตนด้วยสิทธิทันตกรรมใหม่ 12 รายการที่ไม่ต้องสำรองจ่าย ร่วมมือกับ Google มอบทุน Career Certificate ในการพัฒนาทักษะแรงงานไทยกว่า 10 ล้านคนให้พร้อมรับมือกับคลื่นดิสรัปชันของยุค AI และวัยอาวุโสรวมถึงกลุ่มเปราะบาง (36-60 ปีขึ้นไป) มุ่งยกระดับเกษตรกรสู่การเป็น “ผู้ประกอบการเทคโนโลยี” สนับสนุนการใช้ปุ๋ยแบบแม่นยำ และการทำเกษตรอินทรีย์พื้นที่รวม 2.62 ล้านไร่ สร้างโครงข่ายความมั่นคงในบั้นปลายชีวิตด้วยสูตรบำนาญชราภาพ “CARE” ปรับเกณฑ์การบำบัดทดแทนไตเพื่อต่อชีวิตผู้ป่วยและลดการรอคอย ใช้ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Social Map) เพื่อค้นหากลุ่มเปราะบางที่ตกหล่นกว่า 230,000 คนให้เข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขยายการให้บริการสาธารณสุขดิจิทัล (Digital Healthcare) ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 3.67 ล้านคน จัดตั้งศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (Senior Complex) ณ อำเภอบางละมุง และการเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเบี้ยความพิการในอัตรา 1,000 บาทถ้วนหน้า นอกจากนี้ กระทรวง อว. ได้ประกาศขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engines) ได้แก่ 1. Semiconductor Thailand เพื่อดันไทยเป็นฐานการผลิตระดับภูมิภาค 2. Wellness Economy 3. Space Economy ผ่านความร่วมมือสำรวจดวงจันทร์กับจีนและสหรัฐอเมริกา และ 4. ยุทธศาสตร์ AI ระดับชาติ ตั้งเป้าหมายสร้างความรู้ด้านดิจิทัลให้คนไทย 20 ล้านคน พร้อมเปิดตัวดัชนีความพร้อม TARI เพื่อประเมินและยกระดับองค์กรทั่วประเทศ สำหรับผลงาน 90 วันที่ผ่านมาได้ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาผ่านนโยบาย “TCAS69 เท่าเทียม” สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่กับโปรเจกต์ “CE-7 MATCH” ที่วิศวกรไทยจะได้ส่งอุปกรณ์วิจัยอวกาศไปโคจรรอบดวงจันทร์ร่วมกับจีนในเดือนสิงหาคม 2569 เป็นการแสดงศักยภาพเด็กไทยในเวทีโลกอย่างแท้จริง ขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ครอบคลุม 37 จังหวัด พร้อมเพิ่มฟีเจอร์สำหรับผู้พิการทางสายตา การยกระดับการให้บริการสาธารณสุขดิจิทัล (Digital Healthcare) ให้ผู้ป่วยกว่า 3.6 ล้านคนเข้าถึงการแพทย์ปฐมภูมิ การใช้แพลตฟอร์มบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบชี้เป้า (PPAP) แก้ปัญหาให้ชาวบ้านกว่า 3 แสนครัวเรือนใน 20 จังหวัด ผลักดัน Local Enterprises ยกระดับวิสาหกิจชุมชนจนสร้างรายได้เข้าพื้นที่สูงถึง 9,448 ล้านบาทต่อปี สำหรับเรื่องภัยพิบัติ ใช้ Big Data และ IoT ขยายผลน้ำมั่นคง 10 จังหวัด ลดความเสียหายให้เกษตรกรไปกว่า 600 ล้านบาท และ “รถไฟไทยทำ” ซึ่งได้ต่อยอดงานวิจัยและเตรียมผลิตโบกี้เองในประเทศ ลดการนำเข้าและตั้งเป้าสร้างรายได้700 ล้านบาทในปีหน้า เป็นบทพิสูจน์ว่า สามารถนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมายกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยได้
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งเน้นการยกระดับภาคการเกษตรอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การส่งมอบพันธุ์ข้าวใหม่ กข113 และ กข119 ควบคู่กับการส่งเสริมทำนาแบบเปียกสลับแห้งเพื่อมุ่งสู่ข้าวคาร์บอนต่ำ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อให้ถึงมือเกษตรกรในเวลาที่จำเป็น นโยบาย “ตลาดนำการผลิต” กวาดล้างสินค้าเกษตรผิดกฎหมายไปแล้ว 146 คดี เดินหน้าขยายตลาดส่งออกผลไม้ไทยและการเจรจาแก้ปัญหากุ้งไทยกับมาเลเซีย ผลักดันการเกษตรแม่นยำด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การคืนความมั่นคงให้เกษตรกรด้วยการเปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร และบูรณาการพักชำระหนี้และลดหนี้ให้เกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์รวมวงเงินสะพัดกว่าหมื่นล้านบาท
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายด้านแรงงาน โดยสามารถจัดหางานให้ประชาชนได้แล้วถึง 40,051 คน สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 4,858 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการเดินหน้าโครงการโรงงานปลอดยาเสพติด 2,172 แห่ง และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ประกันตนผ่านการเพิ่มสิทธิประโยชน์ทันตกรรม 12 รายการครอบคลุม 7,897 สถานพยาบาล รวมถึงการผลักดันสูตรคำนวณบำนาญชราภาพใหม่ (CARE) ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว อีกทั้งยังเน้นย้ำความปลอดภัยด้วยการออกแนวปฏิบัติตรวจสอบมาตรฐานปั้นจั่นใหม่ และเดินหน้าขยายตลาดส่งออกแรงงานไทยไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 3 หมื่นคน ผ่านความร่วมมือกับประเทศมาเก๊า อิสราเอล เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งเน้นการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยเตรียมผลักดัน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่เข้าสู่สภาฯ ในช่วงปลายปี พร้อมผลักดันไทยเป็นผู้นำภูมิภาคในโครงการ ASEAN Zero Dropout ดึงเด็กกลับสู่ระบบ และพัฒนาระบบ Education ID เพื่อลดความซ้ำซ้อน ดำเนินนโยบาย “คืนเวลาให้ครู คืนความสุขให้เด็ก” ด้วยการลดภาระงานเอกสาร ยกเลิกการประเมินที่ซ้ำซ้อน ผ่อนปรนเครื่องแบบนักเรียน และสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพและระบบ Traffy Fondue รวมถึงการเตรียมความพร้อมการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล ทั้งการเข้าสู่ OECD และ PISA Roadmap 2029 เพื่อยกระดับทักษะเด็กไทยสู่การเป็นพลเมืองโลก รวมถึงการสานต่อโครงการ ODOS ที่ส่งเด็กไทยทุกพื้นที่ซึ่งยากจนไปเรียนต่อยังต่างประเทศ
นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางทุกมิติแบบ “ทำได้จริง” โดยการนำเทคโนโลยีมาสร้าง Social Map เชื่อมฐานข้อมูล ผู้เปราะบางกว่า 1 ล้านคนเข้ากับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมนำ AI ร่วมกับสายด่วน 1300 ช่วยเหลือผู้คนเร่งด่วนไปแล้วกว่า 3 หมื่นราย อีกทั้งยังเดินหน้าพลิกโฉมกฎหมายครั้งใหญ่ ทั้งการผลักดันเบี้ยคนพิการ 1,000 บาท และเบี้ยเด็กเล็ก 600 บาทแบบถ้วนหน้า เพิ่มวงเงินกู้สร้างอาชีพคนพิการเป็น 300,000 บาท ตลอดจนสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยผ่านโครงการบ้านมั่นคง เคหะเพื่อคนไทย และโมเดลความร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ในการจ้างงานคนพิการและผู้สูงวัย เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถยืนหยัดและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน การบูรณาการการปฏิบัติราชการอย่างเข้มข้นภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และความร่วมมือของ 5 กระทรวงหลัก ส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ทั้งการลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาผ่านนโยบาย TCAS69 เท่าเทียม การสร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้สำหรับเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน การเข้าถึงบริการสาธารณสุขดิจิทัลและสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึง ตลอดจนการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทั้งหมดนี้คือเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของรัฐบาลในการลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด เพื่อพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัยให้มีความเข้มแข็ง มีรายได้ และพร้อมขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นเศรษฐกิจใหม่ในระดับสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืนโดยไม่ทิ้งผู้ใดไว้ข้างหลัง








