นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสสังคมและฝ่ายค้านยังไม่มั่นใจในการทำหน้าที่ของ กกต. ในการพิจารณาคดีฮั้วและนำข้อมูลมาเปิดเผยพร้อมอ้างมีนักการเมืองระดับสูงรวมนายกรัฐมนตรีเกี่ยวข้องว่า สำนวนการสอบสวนคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นสำนวนหลักที่รวบรวมหลักฐานทั้งหมดไว้ หากมีการพูดถึงพยานหลักฐานใหม่ หรือพยานอื่นที่ออกมาพูดในตอนนี้ให้เห็นว่ามีการกระทำเช่นนั้นจริง ถ้าพยานเหล่านี้ไม่ได้นำเข้าสู่สำนวนในชั้นคณะชุดที่ 26 ด้วยเหตุผลที่ไม่มาแจ้ง หรือคณะที่ 26 ไม่ทราบ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะพอไม่ได้อยู่ในสำนวน โดย กกต.ต้องพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวน เพราะพยานหลักฐานได้รับการพิสูจน์และโต้แย้งกันจากฝั่งผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาแล้ว แต่ถ้าอยู่นอกสำนวน แม้จะมีคนพูดถึงข้อมูลเพิ่มเติมหรือเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่อีกฝ่ายยังไม่ได้แก้ข้อกล่าวหา จึงไม่สามารถพิจารณาได้
ส่วนกรณีที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) นำข้อมูลเก่าที่อยู่ในสำนวนออกมาเผยแพร่เพื่อให้สังคมเห็นความโปร่งใสของ กกต. หรือกลัวว่า กกต. จะเป่าคดีทิ้งกลางทางนั้นเป็นการล้ำเส้นการทำงานของ กกต. หรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่านายยิ่งชีพ นำข้อมูลนี้มาจากไหน ซึ่งมีข้อกังวลอยู่ว่าถ้าหากข้อมูลนี้มีอยู่จริงในสำนวนแล้วนำมาพูดต่อ สมมุติหากนำข้อมูลส่งต่อศาล เกรงว่าข้อมูลดังกล่าวจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถเตรียมตัวในการแก้ลำ ซึ่งเรื่องนี้ก็ดี 2 ทางคือ เหมือนกับพูดให้ประชาชนรู้แต่อีกทางหนึ่งก็เป็นความเสียหายในเชิงของการดำเนินคดี ทำให้ผู้ถูกหา หรือว่าพยานหลักฐานไปถูกทำลาย หรือรู้วิธีการ
นายสิทธิโชติ ยังชี้แจงเพิ่มกรณีที่สังคมไม่มั่นใจการทำงานของ กกต.ในคดีฮั้ว สว.เพราะ 4 กกต.ถูกเลือกโดย สว.ชุดปัจจุบันเกรงจะถูกครอบงำและชี้นำ โดยระบุว่า กกต.เป็นคนดี เป็นคนเก่ง หากทราบว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏมีเพียงพอรับฟังได้ ทุกคนมีดุลยพินิจ ขออย่าไปกังวล เชื่อว่าทุกคนจะเห็นแก่บ้านเมือง
สำหรับความคืบหน้าในการพิจารณาคดีฮั้ว สว. นายสิทธิโชติ กล่าวว่าคืบหน้าไปพอสมควรแล้ว กกต.พิจารณาไปหลายข้อหา โดยตั้งทั้งหมด 7 ข้อหา และไล่ไปเรื่อยๆ ตอนนี้เหลือเพียงปลีกย่อยและส่วนสำคัญที่ยังไม่ได้พิจารณา โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพาดพิงถึงนักการเมือง ซึ่งคาดว่าจะมีการพิจารณาในช่วงกลางเดือนหน้า
เมื่อถามอีกว่าคาดว่าในปีนี้จะเห็นความชัดเจนผลสรุปของคดีหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า แน่นอน เพราะประธาน กกต. ก็ได้วางไทม์ไลน์ไว้แล้วอยากจะให้จบภายในเดือน ส.ค. ซึ่งไม่น่าจะขยายเวลาแล้ว แม้ว่าข้อมูลจะไม่พอ แต่ถ้า กกต.ไปสั่งให้สอบเพิ่มก็เกรงว่าจะเกิดความล่าช้า ทั้งนี้อยู่ที่มติของ กกต.ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร เพราะบางเรื่องคณะชุดที่ 26 ทำไม่ทัน เนื่องจากกว่าตั้งคณะชุดนี้ได้ก็ล่วงเลยเวลามานานเป็นปี และคณะชุดที่ 26 ก็มีเวลาทำงานเพียง เดือน 4 แต่ที่ทำได้เร็วเพราะว่ากกต.ใช้อำนาจเรียกเอกสารจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
นายสิทธิโชติ กล่าวว่า อย่าลืมว่า กกต. ไม่ได้รับโอนสำนวนจากดีเอสไอแต่ กกต.ตั้งเป็นความปรากฏ และได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนร่วมกันระหว่าง กกต. กับ ดีเอสไอ ซึ่งกฎหมายให้อำนาจเราเรียกเอกสารหลักฐานในสำนวนของดีเอสไอได้ ซึ่งเราก็เรียกมาหมด ทำให้คณะทำงานได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่คณะชุดที่ 26 ได้เห็นในสำนวนแล้วอยากจะสืบสวนสอบสวนต่อ แต่ไม่มีเวลาดำเนินการ เพราะสังคมมองว่าคดีล่าช้าเกินไปแล้ว จึงต้องเร่งสรุป ทั้งนี้บางสิ่ง กกต. พิจารณา ยังเห็นว่ามันไปไม่สุด ถ้าเราไปสั่งสอบเพิ่มก็จะช้าเดี๋ยวมีคนจะมาหาว่า กกต.ดึงเกม เราถูกกดดันและอยู่ในข้อกังขาของประชาชน
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการสอบสวนที่ไม่สมบูรณ์อาจทำให้บางคนหลุดจากคดีได้ นายสิทธิโชติ มองว่าหากมีพยานอยู่จำนวนหนึ่ง ถ้ามีเพิ่มเติมเข้ามาด้วยก็จะเต็มที่ แต่เมื่อพยานที่มีเกิดข้อสงสัย ก็เป็นไปได้ว่าเมื่อเป็นข้อสงสัยก็เป็นไปไม่ได้ แส่วนจะสอบเพิ่มก็จะถูกมองว่าดึงเวลาให้ช้า
ขณะที่ข้อเสนอแนะให้ส่งสำนวนฟ้องทั้งหมดให้ศาลพิจารณาและไปหาหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นศาลนั้น นายสิทธิโชติ กล่าวว่า พูดเช่นนั้นง่าย แต่ กกต. มีไว้กลั่นกรองว่าสิ่งไหนที่ในเบื้องต้นสมควรจะไปถึงศาล หรือสมควรจะยุติ เพราะการส่งไปหมดก็จะมีทั้งคนที่ถูกกล่าวหาและไม่ควรถูกดำเนินคดี ก็จะถูกส่งไปด้วย ฉะนั้น กกต. ต้องใช้ดุลพินิจ มิฉะนั้นแล้ว กกต. ก็ไม่สามารถสกัดกรองอะไรได้








