ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้นำความสำเร็จของนโยบาย Thailand Zero Dropout ไปนำเสนอในการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาอาเซียน ครั้งที่ 14 (14th ASEAN Education Ministers Meeting: ASED) ระหว่างวันที่ 22–23 กรกฎาคม 2569 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ พร้อมเสนอแนวคิด “ASEAN Zero Dropout” เพื่อชวนประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมกันลดปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ภายใต้หลักการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และต่อยอดความร่วมมือด้านการศึกษาของภูมิภาค
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยได้นำเสนอผลสำเร็จของ Thailand Zero Dropout ที่สามารถพาเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้วนับแสนคน พร้อมเดินหน้าสู่ Thailand Zero Dropout PLUS ซึ่งใช้ฐานข้อมูลรายบุคคลควบคู่กับแนวคิด Learn to Earn หรือ “เรียนไปด้วย มีรายได้ไปด้วย” เพื่อให้การศึกษาสอดคล้องกับบริบทชีวิตและความต้องการของตลาดแรงงาน
ประเทศไทยจึงเสนอแนวคิด “ASEAN Zero Dropout” เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือให้ประเทศสมาชิกแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีและร่วมกันลดปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ขยายโอกาสให้เด็กและเยาวชนในอาเซียนเข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเปิดตัว แผนแม่บทด้านการศึกษาอาเซียน ปี 2026–2030 ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือระยะ 5 ปีในการยกระดับการศึกษาทุกระดับ โดยประเทศไทยได้ร่วมผลักดันประเด็นสำคัญของการศึกษาแห่งอนาคต ทั้งการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การพัฒนาทักษะสีเขียว (Green Skills) และการเตรียมกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของโลกการทำงาน พร้อมร่วมรับรองปฏิญญาและถ้อยแถลงระดับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของอาเซียน
ภายหลังการประชุม คณะผู้แทนไทยยังได้ศึกษารูปแบบการจัดการศึกษาของ Temasek Polytechnic ซึ่งเชื่อมโยงการเรียนการสอนกับภาคอุตสาหกรรมจริง รวมถึงโครงการ Passage to ASEAN (P2A) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม และนำแนวปฏิบัติที่ดีมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับการอาชีวศึกษาและการพัฒนากำลังคนคุณภาพของประเทศไทย
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การนำเสนอ Thailand Zero Dropout บนเวทีอาเซียนครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีนโยบายด้านการศึกษาที่สามารถต่อยอดสู่ความร่วมมือระดับภูมิภาค ควบคู่กับการเปิดรับองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีจากประเทศสมาชิก เพื่อนำมาพัฒนาระบบการศึกษาไทย เพิ่มโอกาสให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ พร้อมพัฒนาทักษะดิจิทัล ทักษะสีเขียว และทักษะที่จำเป็นต่อโลกการทำงาน อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียนในอนาคต








