การดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐของรัฐบาล มีเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือและสวัสดิการขั้นพื้นฐานจากรัฐได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569กระทรวงการคลังได้ประกาศผลผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 พบว่ามีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.51 ล้านราย จากผู้ลงทะเบียนเข้าระบบคัดกรองทั้งหมด 18.82 ล้านราย ซึ่งมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ฯ จำนวน 9,314,253 ราย
ภายหลังประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 ได้มีเสียงสะท้อนของประชาชนผู้เดือดร้อนที่ไม่ผ่านการคัดกรองและมีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น ผู้ที่มีชื่อครอบครองรถเก่าที่หมดสภาพใช้งานแล้วแต่ยังมีข้อมูลค้างในทะเบียน หรือผู้ที่กำลังศึกษาต่อเพื่อพัฒนาตนเอง ซึ่งหลักเกณฑ์ปัจจุบันยังไม่สะท้อนสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริง จากปัญหาความเดือดร้อนและข้อจำกัดของเกณฑ์การคัดกรอง รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ทบทวนหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มุ่งคัดกรอง “คนจนจริง” ให้ได้รับสิทธิตรงเป้าหมาย และนำงบประมาณช่วยเหลือถึงผู้เดือดร้อนมากที่สุด หลังข้อมูลไม่ได้ปรับปรุงกว่า 4-5 ปี ส่งผลให้สามารถนำผู้ตกสำรวจและผู้มีความเดือดร้อนจริงเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นกว่า 2.3 ล้านคน
รัฐบาลพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะและข้อร้องเรียนของประชาชน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาทบทวนสิทธิอย่างรอบคอบ โดยมุ่งให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ตรงจุดและตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ผ่านการตรวจสอบและคัดกรองข้อมูล และเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบชี้แจงข้อเท็จจริงผ่านกระบวนการอุทธรณ์ เพื่อให้การพิจารณาสิทธิเป็นไปอย่างเป็นธรรม และนำไปสู่การปรับปรุงหลักเกณฑ์และกลไกการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยสรุปผลการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คณะกรรมการฯ) ครั้งที่ 10/2569 โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการขอทบทวนสิทธิและการขอแก้ไขข้อมูลในการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2569 จากหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยที่ประชุมได้มีข้อสรุปในเบื้องต้น ดังนี้
1. เห็นควรขยายเวลาการรับสิทธิสำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในปัจจุบันให้ได้รับต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 (เดิมวันที่ 31 กรกฎาคม 2569) โดยผู้มีบัตรฯ ในปัจจุบันไม่ต้องดำเนินการใดเพิ่มเติม และให้ ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 ทุกกลุ่มเริ่มรับสิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ในระหว่างช่วงการทบทวนสิทธิของโครงการปี 2569
2. เห็นควรขยายระยะเวลาการทบทวนสิทธิเป็นถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 (เดิมวันที่ 31 กรกฎาคม 2569) ผ่าน 4 ช่องทางหลักของโครงการ ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) และขยายเวลาในการติดต่อหน่วยงานเจ้าของข้อมูลเพื่อแก้ไขข้อมูลได้ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 (เดิมวันที่ 16 สิงหาคม 2569)
3. เพื่อให้การจัดสวัสดิการของภาครัฐมีความแม่นยำ ครอบคลุม และสอดคล้องกับสภาวะของประชาชนอย่างแท้จริง รวมทั้งไม่เป็นภาระกับประชาชนในการยื่นทบทวนสิทธิ จึงเห็นควรกำหนดแนวทางการทบทวนข้อมูลในการตรวจสอบของเกณฑ์ต่าง ๆ อาทิ
3.1 กรณีเกณฑ์กรรมสิทธิ์ในการถือครองรถ ให้มีการปรับปรุงข้อมูลสำหรับผู้ถือครองรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี หรือรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 15 ปี ที่มีมูลค่าต่ำ และกรณีผู้ถือครองรถจักรยานยนต์ที่ยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระและยังมีภาระทางการเงิน รวมถึงกรณีมีการจำหน่ายรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ให้บุคคลอื่นแล้ว แต่มิได้มีการแจ้งต่อนายทะเบียน (โอนลอย) รวมทั้งกรณีถูกสวมสิทธิในกรรมสิทธิ์รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์จากการแอบอ้างชื่อเพื่อใช้ในการจดทะเบียนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์
3.2 กรณีเกณฑ์สถานะนักเรียนหรือนักศึกษา ให้ปรับปรุงข้อมูลของการศึกษานอกระบบและไม่อยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับ
3.3 กรณีเกณฑ์ผู้ถือหุ้นและกรรมการในบริษัทของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ปรับปรุงข้อมูลกรณีเป็นวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม
3.4 กรณีเกณฑ์บัญชีตราสารหนี้และหลักทรัพย์ ให้ปรับปรุงข้อมูลของการมีบัญชีตราสารหนี้และหลักทรัพย์ โดยคำนึงถึงการเคลื่อนไหว (Active) ของบัญชี
ทั้งนี้ จะมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมประเด็นข้างต้นให้ครบถ้วน เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569
นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐได้เร่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้แก่
กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ได้ระดมกำลังฝ่ายปกครองทั่วประเทศ นำโดยนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดตั้งศูนย์ประสานงาน (One Stop Service : OSS) ระดับอำเภอ และจัดตั้งชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เฉพาะกิจลงพื้นที่เชิงรุกถึงบ้าน ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ที่มีข้อจำกัดในการเดินทางเพื่อช่วยตรวจสอบสิทธิและยืนยันตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) รับคำร้องขอทบทวนสิทธิ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และผู้เรียนในศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิอย่างทั่วถึงและไม่ตกหล่น
กระทรวงคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยสถิติการยื่นคำร้องขออุทธรณ์สิทธิของผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตั้งแต่วันที่ 17 – 23 กรกฎาคม 2569 พบว่า มีประชาชนมายื่นคำร้องขอตรวจสอบข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบกและสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศแล้วทั้งสิ้น 101,838 คน ซึ่งสาเหตุที่ประชาชนมายื่นตรวจสอบมากที่สุด ได้แก่ รถอายุเกินเกณฑ์ที่กำหนด รถสิ้นสภาพการใช้งาน รถสูญหาย รถมีการขายโอนลอยไปแล้ว รถถูกยึด และถูกแอบอ้างชื่อนำไปซื้อรถ กรมการขนส่งทางบกได้สั่งการให้สำนักงานขนส่งจังหวัดและสาขาทั่วประเทศอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนโดย ไม่ให้มีการเก็บค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนรถแต่อย่างใด สำหรับผู้ที่มีภาษีรถค้างชำระยังไม่จำเป็นต้องชำระเงินในทันที แต่สามารถเขียนคำอุทธรณ์และให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานเพื่อประกอบการยื่นอุทธรณ์รักษาสิทธิ์ต่อไป
กระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศระดมช่วยเหลือประชาชนผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ฯ ซึ่งมีชื่อเป็นกรรมการผู้ถือหุ้นและหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน/บริษัท จำนวน 122,324 ราย ในนิติบุคคลรวม 139,804 นิติบุคคล (บางรายเข้าไปมีชื่อมากกว่า 1 นิติบุคคล) และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มาขอตรวจสอบข้อมูลฯ กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ฯ สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นกระทำการตรวจสอบแทนได้ โดยต้องกรอกแบบฟอร์ม “ขอตรวจสอบการเป็นกรรมการ/หุ้นส่วน และผู้ถือหุ้นในนิติบุคคล” พร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชน กรณีมอบอำนาจให้ระบุข้อความ “เพื่อการตรวจสอบคุณสมบัติภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ” หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จะตรวจเช็กข้อมูล และออกหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบ พร้อมแนบข้อมูลการเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด และผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดแก่ผู้ยื่นคำขอ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เพื่อประโยชน์ของผู้ยื่นคำขอฯ สามารถกรอกข้อมูลในหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่ออธิบายที่มาของการมีชื่อเป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นส่งให้เจ้าหน้าที่เพิ่มเติมได้ โดยไม่เป็นการบังคับ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเร่งรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงนำส่งให้กระทรวงการคลังเพื่อประกอบการพิจารณาและประกาศผลในการทบทวนสิทธิของประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ฯ ต่อไป ซึ่งที่ผ่านมา 3 วัน มีผู้มาขอตรวจสอบสิทธิแล้วกว่า 700 ราย








