“ตาเสือ” ไม้ต้นขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญทั้งในระบบนิเวศป่าดงดิบและตำรับยาไทยโบราณ ตาเสือ หรือที่ชาวจังหวัดพิษณุเรียกขานในชื่อเดียวกัน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aphanamixis polystachya (Wall.) R.Parker จัดอยู่ในวงศ์ MELIACEAE เป็นพรรณไม้ต้นขนาดใหญ่ที่สามารถเจริญเติบโตจนมีความสูงได้ถึง 30 เมตร ลำต้นมีเอกลักษณ์ด้วยเปลือกที่เรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดเพียงเล็กน้อย บริเวณกิ่งอ่อนและผลอ่อนจะปรากฏขนสั้นนุ่มสีน้ำตาลปกคลุมอย่างเห็นได้ชัด ใบของต้นตาเสือเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียนสลับกัน ใบย่อยออกเรียงตรงข้ามกันประมาณ 3–7 คู่ แผ่นใบบางเกลี้ยง รูปไข่ถึงรูปขอบขนาน ความยาวราว 7–18 เซนติเมตร มีลักษณะเด่นที่โคนใบเบี้ยวและขอบใบเป็นคลื่นพลิ้วตามแนวเส้นแขนงใบ
ในยามออกดอก ต้นตาเสือจะพรั่งพรูด้วยดอกเล็กๆ สีเหลืองครีม สบายตา ก่อนจะพัฒนาไปเป็นผลทรงกลมขนาดกว้าง 3–5.5 เซนติเมตร ซึ่งมีรูปลักษณ์ภายนอกคล้ายคลึงกับผลลองกองอย่างมาก โดยผลอ่อนจะมีสีเหลืองคล้ำ และเมื่อยามสุกงอมเต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีชมพูอมแดงพร้อมแตกอ้าออกเป็น 3 ซีก เผยให้เห็นเนื้อหุ้มเมล็ดข้างในสีแดงสดใส ซึ่งเป็นที่มาของเสน่ห์ทางธรรมชาติและเป็นอาหารชั้นดีของสัตว์ป่านานาชนิด
ในทางนิเวศวิทยา ตาเสือเป็นพรรณไม้ที่พบกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบเขาระดับต่ำ และป่าดงดิบแล้ง โดยมักชอบเจริญเติบโตตามริมลำธาร ณ ระดับความสูงจากน้ำทะเลไม่เกิน 1,400 เมตร นอกจากคุณค่าทางนิเวศวิทยาแล้ว ตาเสือยังถือเป็นพืชสมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้านไทย โดยมีการนำเปลือกและเนื้อไม้มาใช้เป็นสรรพคุณทางยาสำหรับปรุงแก้ไข้ตัวร้อน โดยเฉพาะไข้สูงที่มีอาการเพ้อหรือครวญครางร่วมด้วย
ปัจจุบัน กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ดำเนินการอนุรักษ์ต้นตาเสือทั้งในและนอกถิ่นกำเนิดอย่างยั่งยืน โดยประชาชนและผู้สนใจสามารถศึกษาเรียนรู้ต้นตาเสือในพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติได้ที่ อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง หรือเข้าชมต้นจริงและการอนุรักษ์นอกถิ่นกำเนิดได้ที่ สวนพฤกษศาสตร์สกุโณทยาน อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เพื่อร่วมกันสืบสานความรู้และตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรพรรณไม้ไทยให้คงอยู่ต่อไป








