วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันเพ็ญเดือน 8 ของทุกปี (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8) โดยในปี 2569 ตรงกับวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรกหลังตรัสรู้ โดยทรงแสดงปฐมเทศนาเรื่อง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ ในการเทศนา พระอัญญาโกณฑัญญะได้ “ดวงตาเห็นธรรม” และอุปสมบทเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงประทานอุปสมบทด้วยวิธี “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” ทำให้วันนี้ถือเป็นครั้งแรกที่พระรัตนตรัยครบองค์คือ พระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ จึงนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ โดยเหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นภายหลังพระพุทธเจ้าตรัสรู้และเป็นจุดเริ่มต้นของการปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้า ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหาหลักธรรม 4 ประการ ที่เรียกว่า อริยสัจ 4 ประการ ได้แก่ ทุกข์คือ สภาพที่ทนได้ยาก สภาพที่ไม่เป็นสุข สมุทัยคือ เหตุแห่งทุกข์ นิโรธคือ การดับทุกข์ มรรคคือ ทางไปสู่การดับทุกข์ ถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิตและหนทางแห่งการหลุดพ้นจากทุกข์ ซึ่งเป็นหลักธรรมแสดงถึงทางสายกลาง ที่เป็นหนทางดับทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง สำหรับวันอาสาฬหบูชา พุทธศาสนิกชนจะทำบุญตักบาตรในตอนเช้า ฟังพระธรรมเทศนา เวียนเทียนรอบพระอุโบสถ ปฏิบัติธรรมและนั่งสมาธิ รักษาศีล 5 หรือศีล 8 รวมถึงทำทานหรือร่วมกิจกรรมการกุศล
วันเข้าพรรษา ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 (หลังวันอาสาฬหบูชา 1 วัน) ในปีนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2569 “เข้าพรรษา” หมายถึง พักฝน เป็นวันที่พระสงฆ์อธิษฐานว่าจะหยุดพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งตลอดฤดูฝน เป็นเวลา 3 เดือน โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่นตามที่พระวินัยบัญญัติไว้ เหตุที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้มีการจำพรรษา เนื่องจากในสมัยพุทธกาล ชาวบ้านติเตียนกันว่า พวกสาวกของพระพุทธองค์ไม่หยุดสัญจรไปมาแม้กระทั่งในฤดูฝน ทำให้เหยียบย่ำข้าวกล้าที่ชาวบ้านเพิ่งลงมือหว่านไถเพาะปลูกเสียหาย เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบจึงได้วางระเบียบให้พระสงฆ์อยู่จำพรรษาตลอดฤดูฝนเป็นเวลา 3 เดือน เรียกกันทั่วไปว่า “เข้าพรรษา” ชาวบ้านจึงถือโอกาสนี้เข้าวัดทำบุญถวายเครื่องไทยทานที่จำเป็นแก่พระสงฆ์ รวมทั้งรักษาศีล ฟังธรรม และเจริญภาวนาตั้งมั่นประกอบคุณงามความดี
ประเพณีทำบุญเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษานั้น ปรากฏหลักฐานนับแต่สมัยสุโขทัย โดยจารึกหลักที่ 1 จารึกพ่อขุนรามคำแหง ระบุว่า พระมหากษัตริย์ ขุนนาง และราษฎรร่วมกันถือศีลบำเพ็ญกุศลในเทศกาลเข้าพรรษา ดังความตอนหนึ่งว่า “พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ทั้งท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุนทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งหญิงทั้งชาย ฝูงท่วยมีศรัทธาในพุทธศาสน์ มักทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน” ในสมัยอยุธยา เอกสารประวัติศาสตร์ เรื่อง คำให้การขุนหลวงหาวัด กล่าวถึงการพระราชกุศลต่างๆ ในระหว่างเข้าพรรษา พระมหากษัตริย์ ทรงสมาทานอุโบสถศีล เดือนละ 8 ครั้ง ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ในวรรณกรรม เรื่อง นางนพมาศ หรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ซึ่งกล่าวถึงเรื่องราวของข้าราชการฝ่ายใน ตลอดจนพระราชประเพณีต่างๆ ใน 12 เดือน เฉพาะประเพณีเข้าพรรษา อยู่ในเดือน 8 รวมทั้งพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระราชพิธี 12 เดือน” ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระบรมราชาธิบายและพระราชวิจารณ์เกี่ยวกับธรรมเนียมประเพณีเข้าพรรษา ในหัวข้อเรื่อง “พระราชพิธีเดือนแปด” ปัจจุบันการบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ยังมีประเพณีสำคัญที่คงถือปฏิบัติสืบต่อมาคือ “ประเพณีแห่เทียนพรรษา” ประเพณีนี้เกิดขึ้นจากความจำเป็นที่สมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ดังเช่นปัจจุบัน เมื่อพระสงฆ์จำพรรษาต้องปฏิบัติกิจวัตร เช่น การทำวัตรสวดมนต์เช้า – เย็น การศึกษาพระปริยัติธรรม จำเป็นต้องใช้แสงสว่าง ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนิกชนจึงนิยมหล่อเทียนต้นใหญ่ตั้งขบวนแห่ไปถวายพระอาราม เรียกว่า “เทียนจำนำพรรษา” มีความเชื่อว่าอานิสงส์การถวายเทียนจำนำพรรษาจะทำให้เป็นผู้มีสติปัญญาดี สว่างไสวประดุจแสงเทียน
งานประเพณีแห่เทียนพรรษา เป็นงานประเพณีที่รวมความผูกพันของชุมชนท้องถิ่น โดยเริ่มตั้งแต่การที่ชาวบ้านร่วมบริจาคเทียนเอามาหลอม หล่อเป็นเทียนเล่มใหญ่เล่มเดียวกัน เป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีกลมเกลียวในหมู่คณะไปในตัว การสรรหาภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่มีฝีมือทางช่าง มีความรู้ ความชำนาญในเรื่องการทำลวดลายไทย การแกะสลักลวดลายลงบนต้นเทียน การทำเทียนให้เป็นลายไทย แล้วนำไปติดบนต้นเทียน การประดับด้วยผ้าฝ้าย ผ้าไหม ดอกไม้สด ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของช่างในท้องถิ่น ส่วนการจัดขบวนแห่ก็ล้วนแต่ใช้ของพื้นเมือง เช่น เครื่องแต่งกายของขบวนฟ้อน จะใช้ผ้าพื้นเมืองเป็นหลัก ศิลปะการฟ้อนรำที่นิยมนำมาประกอบการแสดงในขบวนแห่ คือ การรำเซิ้งต่างๆ เช่น เซิ้งกระลอ เซิ้งกระติบ เซิ้งสวิง เซิ้งแหย่ไข่มดแดง ซึ่งเป็นท่ารำที่ดัดแปลงมาจากการประกอบอาชีพในวิถีชีวิตประจำวัน ดนตรีประกอบเป็นเครื่องดนตรีประจำถิ่น ผสมเข้ากับการขับร้องที่สนุกสนานเร้าใจ งานแห่เทียนพรรษาจึงเป็นงานที่ทำให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่มีโอกาสและสัมผัสกับศิลปวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การเข้าเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือ เป็นลูกมือช่างของทางวัดในการแกะสลักทำลวดลายต้นเทียน ค้นคว้าหาวิธีการทำเทียนพรรษาให้วิจิตรงดงาม โดยขบวนแห่จะเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ เช่น การเล่นดนตรีพื้นบ้าน โปงลาง หรือเป่าแคน จะมีทั้งผู้สูงอายุและคนหนุ่มสาว ส่วนขบวนฟ้อนรำ จะเป็นเด็ก เยาวชน วัยหนุ่มสาว ซึ่งเป็นประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สืบทอดกันมา ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติต่างเดินทางมาสัมผัสความงดงามด้วยตนเอง
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน และนักท่องเที่ยว เข้าร่วมงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา ประจำปี 2569 ประเพณีแห่งศรัทธาที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพียงปีละหนึ่งครั้ง ร่วมชื่นชมขบวนแห่เทียนอันวิจิตรงดงาม เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านการแกะสลักเทียนอย่างประณีตที่ถ่ายทอดเรื่องราวทางพุทธศาสนาและสะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เพื่อร่วมสืบสานพุทธศาสนาและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยแต่ละจังหวัดได้กำหนดจัดงานแห่เทียนเข้าพรรษา เพื่อสืบสานประเพณีแห่เทียนพรรษา อนุรักษ์ภูมิปัญญาการแกะสลักเทียน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ดังนี้
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
– ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ประจำปี 2569 วันที่ 28-30 กรกฎาคม 2569
ณ รอบทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
– มหกรรมแห่เทียนโคราช 2569 พุทธศิลป์ แสงธรรมแห่งศรัทธา วันที่ 28-30 กรกฎาคม 2569
ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี สวนสุรนารี สวนเมืองทอง สวนอนุสรณ์สถาน ถนนราชดำเนิน และถนนชุมพล จังหวัดนครราชสีมา
– งานประเพณีแห่เทียนพรรษา อำเภอประโคนชัย ประจำปี 2569 วันที่ 23-31 กรกฎาคม 2569
ณ หน้าเทศบาลเมืองประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์
– งานประเพณีถวายเทียนพรรษาพระราชทาน ประจำปี 2569 วันที่ 29-30 กรกฎาคม 2569
ณ วัดธาตุ พระอารามหลวง จังหวัดขอนแก่น
– ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา เอ้เทียนยามมื้อแลง เบิ่งแสงสีเมืองแคมของ ประจำปี 2569 วันที่
29 กรกฎาคม 2569 ณ ถนนประจักษ์ (หน้าโรงแรมสุขสันต์) จังหวัดหนองคาย
– งานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา อำเภอเขาวง ประจำปี 2569 วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ณ อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์
– ประเพณีแห่เทียนและตักบาตรบนหลังช้าง ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 24-29 กรกฎาคม 2569
ณ อนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง จังหวัดสุรินทร์
ภาคเหนือ
– งานประเพณีแห่เทียนพรรษาตำบลเหมืองจี้ วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ณ ลานวัดเหมืองจี้ใหม่ ตำบลเหมืองจี้ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน
– งานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา แม่ฮ่องสอน ประจำปี 2569 วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ณ วัดจองกลาง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
– เวียนเทียนตะคัน วันอาสาฬหบูชา เมืองโบราณสุโขทัย วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ณ วัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย
ภาคกลาง
– ประเพณี “ตักบาตรดอกเข้าพรรษาและถวายเทียนพรรษาพระราชทาน ประจำปี 2569” วันที่ 27-30 กรกฎาคม 2569 ณ วัดพระพุทธบาท ราชวรมหาวิหาร จังหวัดสระบุรี
– ประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำที่ลาดชะโด ครั้งที่ 15 วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ณ คลองลาดชะโด อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ภาคตะวันออก
– งานประเพณีแห่เทียนพรรษา วัดสมานรัตนาราม ประจำปี 2569 วันที่ 21 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2569
ณ วัดสมานรัตนาราม จังหวัดฉะเชิงเทรา
ภาคตะวันตก
– ประเพณีแห่เทียนพรรษา ประจำปี 2569 วันที่ 24-27 กรกฎาคม 2569 ณ ริมเขื่อนรัฐประชาพัฒนา จังหวัดราชบุรี
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับจังหวัด และผู้ประกอบการในพื้นที่ เตรียมพร้อมด้านการเดินทาง ที่พัก การอำนวยความสะดวก และมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมงานและทำบุญในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ชมขบวนรถเทียนพรรษาแกะสลักอันวิจิตรตระการตา การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น และการแสดงแสง สี เสียง ประกอบรถเทียน ส่งเสริมการจับจ่ายใช้สอยและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา








