นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศขึ้นทะเบียน “วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร” จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม ว่าเป็นข่าวดีของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช และถือเป็นความยิ่งใหญ่ของมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ
การผลักดันการขึ้นทะเบียนมรดกโลกครั้งนี้ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 ผ่านมาแล้ว 5 รัฐบาล โดยไม่ได้เป็นความสำเร็จของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่เกิดจากการทำงานต่อเนื่องของทุกภาคส่วน เนื่องจากกระบวนการพิจารณาของยูเนสโกมีความละเอียดและต้องใช้หลักฐานทางวิชาการจำนวนมาก
ทั้งนี้ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร มีอายุราว 1,500 ปี และมีโบราณวัตถุกว่า 32,000 ชิ้น ซึ่งประเทศไทยต้องจัดทำข้อมูลและภาพประกอบทั้งหมด รวมถึงชี้แจงข้อมูลต่อคณะกรรมการยูเนสโกและคณะผู้เชี่ยวชาญที่เดินทางมาตรวจประเมินในประเทศไทย จึงทำให้กระบวนการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกใช้เวลายาวนาน
ขั้นตอนต่อไปจะผลักดัน 7 วัดสำคัญ ร่วมกับคูเมืองและกำแพงเมืองเชียงใหม่ รวมเป็น 8 แหล่งวัฒนธรรม เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยศึกษาต้นแบบจากเมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งการดำเนินงานจะต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับกรณีวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ที่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
สำหรับพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการลงพื้นที่ตรวจประเมินของเจ้าหน้าที่ยูเนสโก โดยจะเร่งจัดเตรียมข้อมูลและประสานความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่ควรนำความสำเร็จของการขึ้นทะเบียนมรดกโลกมาเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ และเป็นผลจากการดำเนินงานต่อเนื่องหลายรัฐบาล พร้อมระบุว่าการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจะช่วยเพิ่มการรับรู้ในระดับนานาชาติ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างรายได้ให้กับประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลและวันสำคัญทางศาสนา








