นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ครั้งที่ 2/2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจการเงินระดับโลก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ประชุมได้รับทราบผลการตรวจประเมินความพร้อมของคณะผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งเดินทางมาติดตามความพร้อมของประเทศไทยระหว่างวันที่ 17-24 กรกฎาคม 2569 โดยผลการประเมินภาพรวมการเตรียมงานยังคงอยู่ในระดับ A ต่อเนื่องจากการประเมินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความพร้อมของประเทศไทยทั้งด้านสถานที่จัดประชุม การต้อนรับ การรักษาความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก และการบริหารจัดการภาพรวม ขณะที่ประเด็นด้านกระบวนการออกวีซ่า ซึ่งเป็นข้อห่วงใยของคณะผู้ประเมิน ได้รับการประสานงานและชี้แจงโดยกระทรวงการต่างประเทศจนเป็นที่พอใจของทั้ง IMF และ World Bank
นายกรัฐมนตรีได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกด้าน ทั้งการจัดประชุมด้านสารัตถะ พิธีการและการต้อนรับ ความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก การคมนาคม การประชาสัมพันธ์ การบริหารจัดการสถานที่ รวมถึงกำหนดการกิจกรรมสำคัญตลอดช่วงการประชุม เพื่อให้การเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยเป็นไปอย่างเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบแนวทางการสื่อสารภาพลักษณ์ประเทศไทยผ่าน Thailand Pavilion ภายใต้แนวคิด “New Horizon:7 Decades of Building Resilience and Empowering People” สะท้อนพัฒนาการของประเทศไทยตลอด 7 ทศวรรษที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันในทุกมิติ พร้อมนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยผ่าน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ Digital Public Infrastructure (DPI), Middle Power, Climate Resilience และ Longevity แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดความร่วมมือกับนานาประเทศในอนาคต
นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานตามแผนงานที่กำหนด โดยบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด ติดตามภารกิจที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลา พร้อมจัดเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งด้านการอำนวยความสะดวก การรักษาความปลอดภัย การคมนาคม การบริหารจัดการเส้นทาง และการดูแลผู้แทนระดับสูงจากต่างประเทศ เพื่อให้การจัดประชุมเป็นไปอย่างราบรื่นตามมาตรฐานสากล พร้อมขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง และเน้นย้ำว่า ขณะนี้เหลือเวลาเตรียมการก่อนการประชุมเพียง 77 วัน จึงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งดำเนินงานในทุกมิติอย่างเต็มกำลัง ทั้งนี้การเป็นเจ้าภาพการประชุมฯ ถือเป็นวาระสำคัญของชาติ ที่สะท้อนภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลก การได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพครั้งนี้แสดงถึงความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย จึงขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจอย่างเต็มที่ ใช้โอกาสนี้สร้างความเชื่อมั่นและนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยต่อผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก และเชิญชวนทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดี เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก และร่วมกันเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและคนไทยทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ การยกระดับภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ การแสดงศักยภาพชุมชนท้องถิ่นสู่สากล (Empowering Community: From Local to Global) ตลอดจนต่อยอดไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในฐานะเจ้าภาพประเทศไทยได้ชูแนวคิดหลัก “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” หรือ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาต่อยอดสู่แนวทางเศรษฐกิจโลกที่สมดุล ยั่งยืน มีภูมิคุ้มกัน และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
สำหรับการขับเคลื่อนเชิงนโยบายบนเวทีโลกในครั้งนี้ รัฐบาลไทยได้เชื่อมโยงวิสัยทัศน์และนโยบายการคลังที่สอดรับความท้าทายในปัจจุบัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในทุกมิติผ่าน 4 เสาหลัก ที่เป็นประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญและทุกประเทศกำลังขบคิดหาทางออก ประกอบด้วย
เสาที่ 1 การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น (Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth) ไทยสามารถเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่น ๆ ในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ (Digital Public Infrastructure: DPI) อาทิ ระบบพร้อมเพย์ และ Cross-Border QR และการนำข้อมูลและเทคโนโลยี AI มาใช้ในการส่งผ่านมาตรการและบริการภาครัฐและสาธารณสุข เพื่อวางกรอบนโยบายที่แม่นยำและตรงเป้าหมาย
เสาที่ 2 การขยายบทบาทของประเทศขนาดกลางในโลกที่มีความแตกแยกสูงเพื่อให้ไทยสามารถเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ (Building Resilience in a Fragmented World) นำเสนอศักยภาพของไทย
ในการเป็น “Trusted Hubs” ทางการค้า การเงิน และการลงทุนของเอเชีย พร้อมส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและความร่วมมือรูปแบบใหม่
เสาที่ 3 การสร้างสถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation) ผ่านการปฏิรูปสถาปัตยกรรมทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านพลังงานที่สมดุล
เสาที่ 4 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน (Demographic Change and the Longevity Economy) เปลี่ยนความท้าทายสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเตรียมพร้อมทางการเงิน
นอกจากนี้อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยและ Soft Power ที่จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทย และสร้างความประทับใจให้กับผู้แทนจากทั่วโลก โดยคัดสรรผ้าทอและผ้าพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวมทั้งสิ้น 37 ลายอัตลักษณ์ทั่วไทย อาทิ ผ้าทอตีนจกไทลื้อ ผ้าขาวม้าลายช้าง และผ้าบาติกพิมพ์ลาย “บุปผาบรมราชินีนาถ” นำมาใช้ตกแต่งและสะท้อนคุณค่าภูมิปัญญาไทยสู่สายตาสากล ภายในงานยังมีการจัดแสดงและเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นสินค้า GI ของประเทศไทย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติได้สัมผัสกับรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น ข้าวหอมมะลิ ไทยแท้ 100% คุณภาพพรีเมียมคัดพิเศษ ที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินไทยและวิถีเกษตรกรรม อันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภูมิภาค
ด้าน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ด้วยความโดดเด่นด้านระบบการเงินดิจิทัลระดับโลกที่ประเทศไทยพัฒนาขึ้น ทั้งระบบพร้อมเพย์ และการชำระเงินข้ามประเทศ (Cross-border QR) ในการประชุมครั้งนี้ ธปท. จึงมุ่งนำเสนอศักยภาพการพัฒนาโลกการเงินยุคใหม่ ภายใต้แนวคิดการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe & Inclusive Digital Finance: SIDF) เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า นอกจากความรวดเร็วแล้ว ระบบการเงินดิจิทัลต้องมีทั้งความปลอดภัยและสร้างการเข้าถึงที่เท่าเทียม (Inclusive) สำหรับคนทุกกลุ่ม การที่ระบบการเงินจะปลอดภัยและทั่วถึงได้ ต้องมีกลไก 3 ด้านด้วยกัน คือ (1) จัดการกับภัยทุจริตทางดิจิทัล (Fraud, scams, and digital crimes) ที่กระทบความเชื่อมั่นในระบบการเงินโดยตรง (2) ลดความเสี่ยงของภัยไซเบอร์ (Cyber resilience) เพื่อให้ระบบการเงินรองรับความเสี่ยงจากเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันระบบการเงินยังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานและผู้ให้บริการที่มีความกระจุกตัวสูง และ (3) สร้างระบบนิเวศทางการเงิน (Enabling ecosystem) ที่เข้าถึงง่าย และเป็นธรรม เพื่อป้องกันการถูกกีดกันการเข้าถึงบริการทางการเงินและความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในยุคที่การเข้าถึง AI และ digital footprint อาจสร้างความเหลื่อมล้ำในรูปแบบใหม่ หากขาดการออกแบบนโยบายที่รอบคอบ หัวใจสำคัญ คือ การวางนโยบายการเงินที่มองเห็นคนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่แค่เพียงสร้างภูมิคุ้มกัน ภัยไซเบอร์ทางการเงินให้แก่ประชาชน แต่ในขณะเดียวกันจะช่วยปลดล็อกให้คนตัวเล็ก อาทิ กลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มผู้สูงอายุ ตลอดจนกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อได้อย่างเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนให้มีความปลอดภัยและเท่าเทียมกัน
ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ธปท. พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ผ่านกรอบนโยบาย ‘Bangkok Blueprint’ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ระดับโลกที่จะเกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทย กับ The International Monetary Fund และ The World Bank Group ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “เข็มทิศนโยบาย” ที่ประเทศต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาให้เหมาะกับบริบทของตนเอง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินยุคดิจิทัล โดยแนวทางนี้จะครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานเชิงนโยบายและกฎหมายที่เข้มแข็ง การป้องกันและตรวจจับภัยทุจริต การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและระหว่างประเทศ ตลอดจนการยกระดับความรู้และภูมิคุ้มกันของประชาชน“Bangkok Blueprint นี้ ถูกวางให้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ของการประชุมครั้งนี้ และจะเป็นส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงธีมของไทยกับธีมโลก เนื่องจากภัยการเงินดิจิทัลจะเป็นความท้าทายที่ทั่วโลกจะต้องพบเจอ สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีแนวคิดที่เป็นสากล และเป็นผู้นำทางความคิดในการจุดประกายให้กลายเป็นแนวปฏิบัติที่ลงมือทำได้จริง เพื่อลดปัญหาและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม








