นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. กล่าวว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 149 ล้านไร่ ซึ่งกว่าร้อยละ 70 อยู่นอกเขตชลประทาน ประกอบกับ ประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วงและปัญหาฝุ่นละอองPM2.5 บ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ภารกิจฝนหลวงมีความสำคัญต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ แต่ที่ผ่านมาการปฏิบัติการฝนหลวงยังมีข้อจำกัดสำคัญ เนื่องจากสารฝนหลวงสูตรเดิมสามารถใช้งานได้เมื่อสภาพอากาศมีความชื้นสัมพัทธ์มากกว่าร้อยละ 60 ส่งผลให้ในช่วงภัยแล้งหรือสภาพอากาศแห้งจัด ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศต้องการน้ำมากที่สุด ไม่สามารถขึ้นปฏิบัติการได้อย่างเต็มศักยภาพ สวก.จึงได้สนับสนุนทุนวิจัยให้สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พัฒนา “สารฝนหลวงทางเลือก AR23” ที่สามารถใช้งานได้ในสภาพความชื้นสัมพัทธ์เพียงร้อยละ 56–60 โดยจะขยายขีดความสามารถการเกิดฝนในช่วงภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง โดยผลการวิจัยยืนยันว่า AR23 มีประสิทธิภาพในการใช้งาน และผ่านกระบวนการทดสอบจนสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติการจริงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ก่อนขยายผลสู่การใช้งานทั่วประเทศตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567 ที่ผ่านมา ทำให้สามารถขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงได้ในสภาวะอากาศที่มีข้อจำกัดได้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยยกระดับประสิทธิภาพการก่อเมฆและการเกิดเม็ดฝน รองรับทั้งภารกิจเพิ่มน้ำต้นทุน บรรเทาภัยแล้ง และลดผลกระทบจากหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5
โดยภายในระยะเวลา 2 ปี ได้พัฒนาสาร AR23 และถ่ายทอดองค์ความรู้และฝึกอบรมบุคลากรกว่า 30 ราย พร้อมเดินหน้าขยายกำลังการผลิตเป็นไม่น้อยกว่า 100 ตันต่อปี เพื่อรองรับการปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ อีกทั้งยังสามารถเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่เกษตรได้เฉลี่ยสูงสุดกว่า 13 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ครอบคลุมพื้นที่ได้รับประโยชน์มากกว่า 1 ล้านไร่ และสร้างมูลค่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจกว่า 2,107 ล้านบาท จากการลดความเสียหายทางการเกษตร เสริมศักยภาพการปฏิบัติการฝนหลวงในช่วงภัยแล้ง บรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งและมลพิษทางอากาศ ตลอดจนช่วยลดภาระการใช้งบประมาณของภาครัฐในการบรรเทาและฟื้นฟูความเสียหาย จากภัยแล้งในระยะยาว ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของประเทศ
ผู้อำนวยการ สวก. กล่าวด้วยว่า ผลงานวิจัย สาร AR23 คือตัวอย่างที่สะท้อนผลสำเร็จของการนำนวัตกรรมวิจัยไปใช้ยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มศักยภาพของประเทศในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม








