“เอกนิติ” บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Think Further, Lead Better : คิดนอกกรอบ ตอบโจทย์อนาคต กับ ดร.เอกนิติ”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Think Further, Lead Better : คิดนอกกรอบ ตอบโจทย์อนาคต กับ ดร.เอกนิติ” โดยมี นักเรียน, นักศึกษา จากโครงการ Young Fiscal policy designer 2026 กว่า 206 คน แบ่งเป็นระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 65 คน ระดับปริญญาตรี จำนวน 141 คน กว่า 58 จังหวัดทั่วประเทศ และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมรับฟังการบรรยาย ณ ห้องกำปั่นทอง ชั้น 21 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง

นายเอกนิติฯ กล่าวว่า โจทย์การคิดนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยภายใต้กรอบการมีทรัพยากรอย่างจำกัดต้องตั้งอยู่ บน 4 แนวคิดหลัก คือ
1.เพิ่มศักยภาพเศษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
2.พัฒนาเศรษฐกิจให้มีการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ
3.กระจายการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ทั่วถึง และเป็นธรรม 
4.สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และสังคม

ซึ่งทั้ง 4 แนวคิดนี้ เป็นโจทย์หลักที่ผู้นำด้านการคลังของทุกประเทศ ใช้ยึดเป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยเฉพาะด้านงบประมาณ การพัฒนาจึงต้องทำควบคู่กับ การดูบริบทประเทศว่าสามารถนำแนวคิดดังกล่าวไปปรับใช้ได้มากน้อยแค่ไหน

สำหรับบริบทเศรษฐกิจประเทศไทย และเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน นายเอกนิติ ยอมรับว่า กำลังเผชิญหน้ากับศึกหนัก ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือแม้แต่กำแพงภาษีสหรัฐฯ ซึ่งมีความแตกต่างจากปัญหาเศรษฐกิจในอดีต เช่น วิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 ที่เกิดภาวะฟองสบู่แตกในภาคธุรกิจ จนทำให้บริษัทเอกชนล้มละลายเป็นจำนวนมาก จากความต่างของบริบทปัญหาทางเศรษฐกิจที่เผชิญอยู่ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ และกระทรวงการคลังต้องออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อให้ตอบโจทย์ปัญหา และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าได้ นายเอกนิติฯ กล่าวว่า แม้จะเป็นเรื่องที่ยากในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่กดดัน แต่นักเรียนนักศึกษาในโครงการ Young Fiscal policy designer 2026 คือ อนาคตนักเศรษฐศาสตร์ไทย จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต จึงอยากให้ผู้เข้าร่วมฟังการบรรยายในครั้งนี้ไม่ละทิ้งเป้าหมาย อดทนกับปัญหาที่เข้ามา และอย่ายอมแพ้ เชื่อว่าหากยึดถือ 3 สิ่งนี้ไว้ จะทำให้ประเทศไทยสามารถพ้นวิกฤตเศรษฐกิจได้

สำหรับหลักการในที่ใช้ในการออกแบบนโยบายโครงไทยช่วยไทยพลัส นายเอกนิติ เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังออกแบบโครงการดังกล่าว ตั้งอยู่บน 3 แนวคิด คือ 1.ช่วยลดรายจ่ายประชาชน 2.มีกระจายตัวอย่างทั่วถึง ประชาชนทุกคนได้สิทธิจากโครงการ 3.สร้างความยั่งยืนให้ผู้ประกอบการในระยะยาว จากการที่รัฐบาลส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมีปรับใช้ในการประกอบกิจการ กล่าวคือ โครงการไทยช่วยไทยพลัส เป็นโครงการที่ช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนผ่านการที่รัฐช่วยจ่าย ค่าสินค้าและบริการจำนวน 60% ส่วนอีก 40% ของราคาสินค้า ประชาชนเป็นผู้ชำระ โครงการดังกล่าวกระจ่ายตัวทั่วประเทศ รณรงค์ให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าร่วมโครงการ และส่งเสริมการนำ AI อย่างนกกระซิบในแอพพลิเคชันถุงเงิน มาช่วยผู้ประกอบการวิเคราะห์การขาย สร้างความแม่นยำในการลงทุน ช่วยลดต้นทุน ลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการในระยะยาวได้

ส่วนภาคการเกษตร ทางกระทรวงการคลัง มีการผลักดัน Smart Agriculture ส่งเกษตรกรให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานเศรษฐกิจ โดยการคว้าโอกาสจากกระแสการลงทุนด้าน AI เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในการสร้าง Data center/AI เพื่อส่งเสริม และผลักดันให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีใช้ในการเกษตรมากยิ่งขึ้น เป็นการช่วยลดต้นทุน และปรับปรุงโครงสร้างการลงทุนที่แม่นยำ ประกอบกับร่วมมือกับทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการปรับปรุงสูตรปุ๋ยที่มีค่าเหมาะสมกับดินเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายจากกรณีปุ๋ยแพงเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง นอกจากช่วยประหยัดต้นทุนในการทำการเกษตรแล้ว ยังได้ค่าปุ๋ยที่เหมาะสมกับพื้นที่ทางการเกษตร นอกจากนี้ยังมีการช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการให้ดอกเบี้ยคนละครึ่งผ่านธนาคารเพื่อการเกษตร หรือธ.ก.ส. เป็นการช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร และส่งเสริมการสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวในภาวะที่เศรษฐกิจมีความผันผวนสูงในปัจจุบัน

ในเวทีการประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meeting ที่ประเทศไทยในเจ้าภาพการประชุมในเดือนตุลาคม 2569 ที่จะถึงนี้ นายเอกนิติฯ กล่าวว่า เป็นโอกาสที่กระทรวงการคลังจะนำเสนอแนวคิดขอบฟ้าใหม่ในวันที่โลกกระจัดกระจาย บนเวทีการประชุมโลก แนวคิดดังกล่าวจะทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถอยู่รอดได้ ท่ามกลางที่โลกที่เผชิญหน้าด้านความผันผวน โดยชูเครื่องมือที่พาประเทศไทยให้ก้าวข้ามอุปสรรคได้ เช่น smart agricultural, smart electronic, Digital AI, MED, การท่องเที่ยวแบบมีคุณภาพ และ Creative economy ฯลฯ หากไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยธุรกิจเหล่านี้ประเทศจะสามารถอยู่รอดท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกได้อย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง