“ศึกษา – แรงงาน” เร่งพัฒนา “ทุนมนุษย์” ยกระดับการศึกษา พัฒนาทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ

หลังจากการเปิดงาน “THAILAND² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่มุ่งเน้นการลงทุนกับสิ่งที่มีค่าที่สุดคือคนไทย เปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะแบบ Upskill และ Reskill เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการผนึกกำลังของ 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

สำหรับด้านการศึกษาและแรงงาน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้มอบหมายให้สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ หารือร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ ปรับปรุงหลักสูตรและระบบการพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและความต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมทั้งผลักดันพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ควบคู่กับการทำงานมีทั้งความรู้ ทักษะ และรายได้ โดยไม่สูญเสียโอกาสทางการศึกษาและสอดคล้องกับหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมหารือกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการศึกษาและแรงงาน โดยนายประเสริฐ กล่าวว่า ได้หารือร่วมกันใน 6 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. เรียนตรงทักษะ จบแล้วมีงานทำ เชื่อมโยงการจัดการอาชีวศึกษาและการพัฒนาทักษะกับความต้องการของตลาดแรงงาน ผ่านระบบ Skill Matching เปิดให้สถานประกอบการร่วมออกแบบหลักสูตรการส่งเสริมกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ระบบ Credit Bank และการเทียบโอนประสบการณ์ ภายใต้แนวคิด “มีงาน มีเงิน มีวุฒิ” เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงแรงงานจะร่วมกันเชื่อมโยงการดำเนินงานระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและหน่วยงานด้านแรงงาน เพื่อพัฒนาหลักสูตรและยกระดับระบบสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Credit Bank) ให้สามารถเชื่อมโยงการศึกษา การฝึกอบรม และการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง รองรับแนวคิดการเรียนรู้  ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

2. ไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา รวมถึงกลุ่มเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา โดยขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout เชื่อมโยงฐานข้อมูลรายบุคคลติดตามเด็กที่หลุดจากระบบและกลุ่ม NEETs (Youth Not in Education, Employment or Training) เยาวชนอายุ 15 – 24 ปีที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอบรม พัฒนาใด ๆ ให้กลับเข้าสู่การเรียนรู้หรือการมีงานทำ ร่วมกันกำหนดแนวทางดูแลเด็กและเยาวชนในช่วงรอยต่อทางการศึกษา เพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษา ผ่านการศึกษาที่ยืดหยุ่น Learn to Earn ระบบทวิภาคี การฝึกงานกับสถานประกอบการ ส่งเสริมให้มีงานทำ มีรายได้ และสามารถศึกษาต่อควบคู่กับการทำงาน

3. ฝึกงานได้ ปลอดภัย และได้ประสบการณ์จริง สร้างความชัดเจนระหว่างสถานะ “ผู้เรียนฝึกงาน” กับ “ลูกจ้าง” ให้เยาวชนได้เรียนรู้จากการทำงานจริงโดยไม่ถูกเอาเปรียบ และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเฉพาะผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งต้องไม่ทำงานล่วงเวลา งานกลางคืน หรืองานอันตราย

4. ป้องกันการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงแรงงานจะเชื่อมข้อมูลเด็ก ที่หลุดจากระบบกับข้อมูลสถานประกอบการ เพื่อค้นหาและช่วยเหลือเด็กที่เสี่ยงถูกใช้แรงงานหรือทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย มาตรการสำคัญ ได้แก่ การตรวจสถานประกอบการเสี่ยง การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การจัดช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย และการนำเด็กกลับเข้าสู่การศึกษาหรือการฝึกอาชีพที่ถูกต้อง โดยได้หารือเรื่องการใช้แรงงานเด็กที่มีอายุระหว่าง 15 – 18 ปี ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูลระบบเข้าด้วยกัน เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กจะไม่หลุดจากระบบการศึกษา มีงานทำ และได้รับวุฒิการศึกษาควบคู่กันไป

5. ดึงบุคลากรคุณภาพจากต่างประเทศ หารือการปรับปรุงระบบ E-Work Permit สำหรับครูและอาจารย์ชาวต่างชาติ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินการด้านใบอนุญาตทำงาน ทั้งการต่อใบอนุญาตทำงาน วีซ่า การยืนยันตัวตน และการพัฒนาศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่อให้สถานศึกษาดำเนินการได้สะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของครูต่างชาติ เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการดึงดูดบุคลากรคุณภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา

6. ปฏิรูปการศึกษา สู่การเรียนรู้เพื่อสร้างรายได้ ทั้งสองกระทรวงจะร่วมผลักดันการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต การศึกษาไร้รอยต่อ การกระจายอำนาจ และการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เป้าหมายคือทำให้การศึกษาไม่สิ้นสุดเพียงการได้รับวุฒิ แต่ต้องเชื่อมไปสู่การพัฒนาทักษะ การสร้างรายได้ และการมีงานทำ พร้อมทั้งยกระดับครูให้สามารถเตรียมผู้เรียนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า โจทย์หลักของการทำงานร่วมกันครั้งนี้คือเรื่อง “ทุนมนุษย์” เพราะทั้งสองกระทรวงมีความใกล้ชิดกับประชาชนและรับผิดชอบทรัพยากรมนุษย์โดยตรง โดยกระทรวงศึกษาธิการเปรียบเสมือนต้นทางในการพัฒนาเยาวชน ขณะที่กระทรวงแรงงานมีบทบาทในการต่อยอดศักยภาพกำลังคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน จึงจำเป็นต้องเชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่ระบบการศึกษาไปจนถึงการจ้างงาน เพื่อให้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง การทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่ผ่านมาทีมงานได้ประชุมหารือกันหลายครั้ง จนสามารถระบุปัญหาและมีข้อสรุปที่นำไปสู่แผนการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อคลี่คลายประเด็นปัญหาต่างๆ เช่น ประเด็น “เครดิตแบงก์” (Credit Bank) ที่กระทรวงศึกษาธิการกำลังดำเนินการ ซึ่งเป็นระบบที่รวบรวมทักษะ ความรู้ และความสามารถของเด็กในระบบทั้งหมด จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการรวบรวมทักษะ ความรู้ และสมรรถนะของผู้เรียน เมื่อเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของกระทรวงแรงงาน จะช่วยให้สามารถจับคู่ทักษะกับความต้องการของตลาดแรงงาน ติดตามการพัฒนาศักยภาพแรงงาน และสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เมื่อกระทรวงศึกษาธิการส่งบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงาน กระทรวงแรงงานจะมีหน้าที่นำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถติดตามศักยภาพของกำลังคน วิเคราะห์ความต้องการของตลาดแรงงาน และวางแผนพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับการเติบโตในสายอาชีพในอนาคตนี่คือโจทย์ร่วมกันที่จะส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เยาวชน นักศึกษา และแรงงานทุกคน

ความร่วมมือระหว่างกระทรวงแรงงานและกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยง “การศึกษา–การพัฒนาทักษะ–ตลาดแรงงาน” ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เป็นการวาง “รอยต่อแห่งอนาคต” ระหว่างการศึกษา ทักษะ และการมีงานทำ เพื่อเปลี่ยนจากระบบที่ “เรียนจบแล้วค่อยหางาน” ไปสู่ระบบที่ผู้เรียน“มีทักษะ มีประสบการณ์ และมีเส้นทางสู่อาชีพ” ตั้งแต่ยังอยู่ในห้องเรียน ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพกำลังคนของประเทศให้มีทักษะตรงตามความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม สร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะ การมีงานทำให้แก่เด็กและเยาวชน และรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับการศึกษา การพัฒนาทักษะกำลังคน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง