ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมอุตุนิยมวิทยา และ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ โดยกำหนดมาตรการเร่งด่วน ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการแก้ปัญหา 4 ด้าน ดังนี้
1. ขจัดคอขวดงบประมาณฉุกเฉิน โครงการป้องกันภัยที่จำเป็นเร่งด่วนแต่ติดขัดงบประมาณ ให้รีบทำเรื่องเสนอส่วนกลางทันที เพื่อเร่งจัดสรรลงพื้นที่แก้ปัญหาให้ชาวบ้านโดยเร็วที่สุด
2. ตั้งวอร์รูมมอนิเตอร์ 24 ชั่วโมง สร้างระบบ Command & Control เฝ้าระวังระดับน้ำตลอดเวลา หากมีสัญญาณอันตรายหรือข่าวลือ ทีมบริหารต้องสามารถเช็กข้อมูลและสั่งการตรงถึง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ทันที
3. ใช้นวัตกรรมโดรน & เตรียม Shelter ดึงเครือข่ายมหาวิทยาลัยภาคเหนือมาร่วมงาน ใช้ “โดรน” บินสำรวจจุดเสี่ยง พร้อมจัดเตรียมศูนย์พักพิง (Shelter) ให้พร้อมรองรับการอพยพ
4. เร่งขุดลอกลำน้ำรับมือครบวงจร กำชับเร่งขุดลอกแม่น้ำน่าน (เน้น 18 จุดเปราะบาง) และแม่น้ำยม รวมถึงประสานกรมทรัพยากรน้ำบาดาล วางแผนเก็บกักน้ำสำรองเพื่อป้องกันปัญหาน้ำแล้งหลังหมดฤดูฝน
การยกระดับกลไกการทำงานครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยต้องเฝ้าระวัง พื้นที่เสี่ยงอุทกภัย 1,363 จุด และพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วงอีก 444 จุด จึงจำเป็นต้องบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน เพื่อให้สามารถรับมือได้ ทั้งสถานการณ์น้ำหลากและการขาดแคลนน้ำ ลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคการเกษตรได้อย่างทันท่วงที ศ.ดร.ยศชนัน ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่มีภูมิประเทศเป็นพื้นที่ต้นน้ำ เสี่ยงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม และน้ำท่วมฉับพลัน อีกทั้งในช่วงฤดูแล้งหลายพื้นที่ยังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร การประชุมในครั้งนี้ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์แลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมกำหนดแนวทางในการป้องกัน ลดผลกระทบ และแก้ไขปัญหาทั้งอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว
ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการข้อมูล แผนงาน และทรัพยากร เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ภัยได้อย่างมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน และสามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง
โดยที่ประชุมได้รายงานสถานการณ์ภัยในพื้นที่ภาคเหนือ แผนเผชิญเหตุ ผลการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทำงาน ทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ การแจ้งเตือนภัย การบริหารอ่างเก็บน้ำและลำน้ำ การระบายน้ำ การจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ การให้ความช่วยเหลือประชาชน การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และต่อเนื่องแก่ประชาชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งต้องร่วมกันวางแผนบริหารจัดการ และวางระบบบัญชาการเหตุการณ์ พิจารณาความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการล่วงหน้าในเชิงป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในภาคเหนือ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย และพื้นที่ ที่ต้องเร่งบริหารจัดการน้ำสำหรับกักเก็บไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง อาทิ การขับเคลื่อนโครงการขุดลอกลำน้ำน่าน ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ และการเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำ ได้สั่งการให้คณะทำงานฯ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และสนับสนุนการทำงานให้กับพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำจากภาคเหนือตอนบนสู่ภาคเหนือตอนล่างบริเวณแม่น้ำน่านและแม่น้ำยม โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนดำเนินการรับมือล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ประสานมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคเหนือเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว และรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานให้ที่ประชุมได้รับทราบ
นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า ปภ. ได้เตรียมมาตรการป้องกันและลดผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งไว้ล่วงหน้าทุกด้าน โดยได้วางระบบการทำงานตั้งแต่ก่อนเกิดภัยจนถึงการฟื้นฟู โดยจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย ตลอด 24 ชั่วโมง จัดตั้ง War Room บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานหลักด้านน้ำและเทคโนโลยี เพื่อคาดการณ์และแจ้งเตือนภัยผ่านช่องทางต่าง ๆ ให้ประชาชนทราบ โดยเฉพาะการแจ้งเตือนไปยังมือถือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ปรับปรุงฐานข้อมูลศูนย์พักพิงชั่วคราว และจัดเตรียมสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้เพียงพอ นอกจากนี้ ปภ. ยังได้สั่งการให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต ที่ดูแลและรับผิดชอบในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 8 กำแพงเพชร เขต 9 พิษณุโลก เขต 10 ลำปาง และเขต 15 เชียงราย รวมถึงประสาน 17 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ปริมาณฝนจะมากกว่าค่าปกติ ส่วนเดือนกันยายนและตุลาคม ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลง และจะไปตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ได้เน้นย้ำให้ทุกจังหวัด
เฝ้าระวัง เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยเพื่อสนับสนุนการรับมืออุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญให้ทุกพื้นที่สื่อสารสร้างความตระหนักรู้เรื่องสาธารณภัยและการแจ้งเตือนประชาชน นอกจากการแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast และในสื่อสังคมออนไลน์แล้ว ให้ทุกพื้นที่สื่อสารข่าวสถานการณ์และแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบในทุกช่องทางในพื้นที่ อาทิ หอกระจายข่าว วิทยุชุมชน และใช้กลไกของผู้นำชุมชนหมู่บ้านช่วยกันแจ้งเตือนสมาชิกในชุมชน รวมถึงประสานสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสื่อสารข่าวสาธารณภัย ผ่านช่องทางของกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความตระหนักรับรู้ให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่เสี่ยง และทุกกลุ่มเป้าหมาย ด้วยข้อความที่เข้าใจง่าย กระชับ ให้ประชาชนรับทราบและเตรียมตัวได้ทันท่วงที โดยเน้น “การสร้างความตระหนักรู้ แต่ต้องไม่ตื่นตระหนก” หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนสามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำเชิงรุกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เพื่อรองรับปริมาณฝนที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ เน้นการป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชน พื้นที่เกษตร และพื้นที่เศรษฐกิจ ควบคู่กับการเก็บกักน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เครื่องจักร เครื่องมือ และระบบชลประทานให้สามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บูรณาการการทำงานและข้อมูลร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และสอดคล้องกับข้อมูลพยากรณ์อากาศ โดยกรมชลประทานได้ติดตามสถานการณ์น้ำผ่านศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center : SWOC) ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมประเมินแนวโน้มฝนและปริมาณน้ำในลุ่มน้ำสำคัญเพื่อปรับการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา ทั้งการเก็บกักน้ำ การพร่องน้ำ และ
การระบายน้ำ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของอาคารชลประทานและผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ รักษาปริมาณน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง และเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภัยพิบัติเชิงรุก โดยเน้นการบูรณาการข้อมูล การประสานการทำงานของทุกหน่วยงาน และการตัดสินใจที่รวดเร็ว เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากอุทกภัยและภัยแล้ง และพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อม
ทุกด้านเพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเต็มกำลัง








