ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย เปิดตัวเลขผู้ติดเชื้อ HIV  ห่วงกลุ่มเยาวชนมีสัดส่วนติดเชื้อเพิ่มขึ้น

รศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์โรคเอดส์ในประเทศไทย หลังมีกระแสข่าวรายงานยอดผู้ติดเชื้อ HIV สูงกว่า 5 แสนคน  โดยระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นยอดผู้ติดเชื้อสะสม ไม่ใช่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมด

โดยสถานการณ์ปัจจุบันยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยปีละ 8,000–9,000 คน ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมายของประเทศไทยที่ตั้งเป้าลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้ไม่เกิน 1,000 คนต่อปี

ส่วนสาเหตุที่ยังไม่สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงได้ เกิดจากการประชาสัมพันธ์ให้ตระหนักถึงการป้องกันยังไม่เพียงพอ แม้ปัจจุบันจะมี ยาป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 95% แต่กลุ่มเสี่ยงยังเข้าไม่ถึง และหลายคนประเมินว่าตนเองไม่มีความเสี่ยงจึงมองข้ามการป้องกัน

นอกจากนี้ ประสิทธิภาพการรักษาในปัจจุบันที่ดีขึ้น ทำให้ผู้ติดเชื้อมีคุณภาพชีวิตเหมือนคนปกติ ส่งผลให้กลุ่มเสี่ยงลดความเกรงกลัวและอาจมีพฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น

ส่วนวิกฤตสำคัญในขณะนี้คือ กลุ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเยาวชน/ เนื่องจากสัดส่วนการติดเชื้อในกลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้น สังคมจึงต้องปรับเปลี่ยนจากการห้ามมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร มาเป็นการสร้างความตระหนักรู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย เพราะต้องยอมรับความจริงว่าเด็กในปัจจุบันมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้นและบ่อยขึ้น

ทั้งนี้ ข้อมูลจากคลินิกนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ฯ ตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 มีผู้เข้ารับการตรวจคัดกรองเชื้อ HIV จำนวน 22,030 ราย พบผู้ติดเชื้อ 528 ราย คาดการณ์ว่าปัจจุบันยังมีผู้ติดเชื้อที่ไม่รู้ตัวอีกประมาณ 60,000 ราย ที่ยังไม่ได้เข้าระบบการตรวจรักษา ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องเร่งสื่อสารให้เข้ามารับการคัดกรอง

เพื่อลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ ได้แก่  กระจายความรู้สู่ระดับชุมชน ทั้งเรื่องการป้องกันและการเข้าถึงสิทธิการรักษา โดยเฉพาะในชุมชนกลุ่มเสี่ยง เช่น พื้นที่ที่มีการค้าบริการและกลุ่มชายรักชาย  เพิ่มเครือข่ายรณรงค์ขยายการทำงานร่วมกับรถโมบายยูนิตและหน่วยบริการในร้านขายยา เพื่อเข้าถึงตัวบุคคลและกลุ่มเสี่ยงได้ตรงจุดยิ่งขึ้น

สำหรับการรักษา แม้ผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ HIV จะมีสิทธิรับการรักษาฟรีตามระบบสวัสดิการของรัฐ แต่เนื่องจากต้องรับยาต่อเนื่องตลอดชีวิตจึงมีค่าใช้จ่ายสูง การป้องกันตั้งแต่ต้นทางจึงสำคัญที่สุด โดยมีทางเลือกตั้งแต่การใช้ถุงยางอนามัย การกินยาป้องกันรายวัน (PrEP) ไปจนถึงยาฉีดป้องกันทุก 2 เดือน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 14,900 บาทต่อครั้ง

อย่างไรก็ตามโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) ร่วมกับภาคีเครือข่ายระดับโลก อยู่ระหว่างผลักดันการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยาไปยังประเทศที่มีศักยภาพ เพื่อลดราคายาฉีดป้องกันจากเดิมประมาณ 900,000 บาทต่อคนต่อปี ให้เหลือเพียงประมาณ 1,400 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งหากสำเร็จจะช่วยให้ประเทศไทยเข้าถึงยานี้ได้กว้างขวางขึ้นในอนาคต

โดยในช่วงปลายปี 2569 ประเทศไทยจะได้รับสนับสนุนยาฉีดป้องกัน HIV จำนวนประมาณ 2,400 โดส ผ่านโครงการกองทุนโลก (Global Fund) เพื่อนำร่องให้บริการในกลุ่มเสี่ยง โดยจะเริ่มให้บริการที่คลินิกนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ฯ และโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ ก่อนประเมินผลเพื่อขยายผลการเข้าถึงในระยะต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง