“ศุภจี” เร่งบริหารทุเรียนภาคใต้ ส่งเสริมการตลาด Live Commerce สร้างรายได้ผู้ประกอบการลดค่าครองชีพประชาชน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดชุมพร เพื่อติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ โดยกล่าวว่าขณะนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งดูแลผลผลิตทุเรียนในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล ซึ่งผลผลิตทุเรียนภาคใต้ได้ทยอยออกสู่ตลาดแล้วประมาณ 70-80% ปีนี้มีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน จึงต้องเร่งบริหารจัดการทั้งตลาดในประเทศและการส่งออกให้เดินหน้าต่อเนื่องจนจบฤดูกาลในระดับราคาที่เหมาะสม จังหวัดชุมพรเป็นจุดสำคัญในการรวบรวมผลไม้ของภาคใต้ หากสามารถบริหารจัดการผลผลิตในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยเชื่อมโยงการระบายผลไม้จากจังหวัดโดยรอบได้ด้วย โดยก่อนหน้าที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาด กระทรวงได้เตรียมมาตรการเข้าไปช่วยรับซื้อและพยุงราคาไว้แล้ว ช่วงเดือนที่ผ่านมาได้รับทราบว่าราคาทุเรียนเริ่มลดลง จึงได้สั่งการตั้งแต่เดือนมิถุนายนก่อนผลผลิตออกให้เข้าไปช่วยรับซื้อและดึงราคา โดยตั้งเป้าดูดซับทุเรียนภาคใต้ประมาณ 300,000 ตัน ขณะนี้ดำเนินการไปแล้วกว่า 200,000 ตัน ช่วยให้ราคากลับมาอยู่ในระดับที่สามารถเดินหน้าจนจบฤดูกาลได้

สำหรับสถานการณ์ส่งออกทุเรียนไทย ล่าสุด ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ไทยส่งออกทุเรียนแล้ว 1,110,655.92 ตัน จำนวน 68,044 ตู้ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 127,220.52 ล้านบาท ท่ามกลางปัจจัยกดดันทั้งปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้ง และการแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง จึงได้เร่งอำนวยความสะดวก ทั้งด้านการส่งออกและการขนส่ง โดยประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาหน้าด่าน ไม่ให้ผลผลิตทุเรียนติดค้าง รวมถึงเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ผ่านเส้นทางรถไฟและด่านหนองคาย เพื่อลดข้อจำกัดในการขนส่ง อีกทั้งได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจัดทำ “ปฏิทินผลไม้” ของแต่ละพื้นที่ให้ชัดเจน เพื่อให้ทราบว่าผลไม้ชนิดใดจะออกสู่ตลาดในช่วงใด และกระทรวงสามารถเข้าไปเชื่อมโยงตลาดได้ตรงจังหวะ รวมทั้งจัดทำข้อมูลราคาให้เกษตรกรติดตามสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิด

นอกจากการบริหารผลผลิตสดแล้ว กระทรวงยังให้ความสำคัญกับการแปรรูปและการเพิ่มมูลค่า โดยระหว่างลงพื้นที่ได้เยี่ยมชมการนำเปลือกทุเรียนมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ตามแนวทางวิศวกรรมแม่โจ้ 1 เพื่อเปลี่ยนของเหลือจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มตามแนวคิด Zero Waste สนับสนุนการนำผลไม้และวัตถุดิบในพื้นที่ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อเพิ่มช่องทางรองรับผลผลิตในช่วงที่มีปริมาณออกสู่ตลาดสูง ในระยะยาวเรื่องการแปรรูปจะช่วยได้มาก เพราะเมื่อผลผลิตออกมากเกินกว่าความต้องการทั้งในและต่างประเทศ จะเกิดแรงกดดันด้านราคา ดังนั้นต้องคิดล่วงหน้าว่าตลาดต้องการสินค้าแปรรูปแบบใด แล้วจึงใช้ตลาดมานำการผลิต ไม่ใช่ผลิตสิ่งที่ตลาดไม่ต้องการ สำหรับการดูแลผลไม้ชนิดอื่นในภาคใต้ โดยเฉพาะมังคุด ปีนี้ราคายังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ได้ร่วมกับไปรษณีย์ไทยสนับสนุนบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง เพื่อให้เกษตรกรสามารถส่งผลไม้ถึงผู้บริโภคทั่วประเทศได้โดยตรง ส่วนปัญหามะพร้าวแกงที่มีผลผลิตส่วนเกิน กระทรวงพาณิชย์ได้เข้าดูดซับผลผลิตในจังหวัดชุมพรแล้วประมาณ 4 ล้านลูก และจะเร่งหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติมควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ

แนวทางบริหารผลไม้หลังจากนี้จะต้องอาศัยความร่วมมือของหลายฝ่าย ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าภายใน สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ และเกษตรกร เพื่อผลักดันให้ชุมพรเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการผลไม้ครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนผลผลิต การทำตลาด การขนส่ง การแปรรูป ไปจนถึงการใช้ประโยชน์จากของเหลือ

สำหรับการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นเครื่องมือสร้างรายได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขยายฐานลูกค้าไปทั่วประเทศ ได้เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จโครงการ “E-Com Restart Roadshow” เปิดเวทีให้ผู้ประกอบการจากภาคเหนือและภาคใต้กว่า 120 ร้านค้า ร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในรูปแบบ Live Marathon โดยรวบรวมผู้ประกอบการกว่า 100 ร้านค้า ถ่ายทอดการจำหน่ายสินค้าผ่านการไลฟ์สดระหว่างวันที่ 8 – 17 สิงหาคม 2569 บน Shopee โดยคัดสรรสินค้าคุณภาพหลากหลายประเภท พร้อมมอบโค้ดส่วนลดรวมมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าไทยในราคาสุดคุ้ม และ Live with Influencer คัดเลือกผู้ประกอบการดาวเด่นจำนวน 20 ร้านค้า จากหลากหลายหมวดสินค้า อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกษตรแปรรูป สุขภาพและความงาม แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ และมอบโค้ดส่วนลดรวมมูลค่า 500,000 บาท ในการไลฟ์สดวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 – 18.00 น. ผ่าน Shopee Live ซึ่งการนำสินค้าคุณภาพมาจำหน่ายให้ผู้บริโภค ผ่าน Live Commerce เป็นการกระตุ้นการจับจ่าย
สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ และผลักดันสินค้าไทยเติบโตบนแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมมอบโค้ดส่วนลดรวมกว่า 2 ล้านบาท ตลอดเดือนสิงหาคม 2569 และคาดว่าจะสร้างยอดขายกว่า 100 ล้านบาทใน 1 เดือน

ภายในกิจกรรมยังมีผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้าร่วม อาทิ “ป้าปี๋” อาหารเหนือที่ครองใจคนเหนือมานานกว่า 30 ปีด้วยรสชาติเป็นเอกลักษณ์ “Snackies” ผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้อบแห้งร้านดังในตลาดออนไลน์ “เสื้อเฮีย”ที่โด่งดังจากคำคมและวลีสุดฮิตจากกระแสสังคมต่อยอดเป็นแบรนด์สร้างเป็นธุรกิจ “เจ๊เล็ก น้ำพริกปูม้า” เจ้าดังจากภาคใต้ทำน้ำพริกสดใหม่และทุกสูตรมีเครื่องหมายฮาลาล “Chiangmai Freshmilk” แบรนด์ผลิตภัณฑ์จากน้ำนมโคคุณภาพสูงจากเกษตรกรในภาคเหนือ และ “เจ๊หงส์ มะม่วงแช่อิ่ม” ธุรกิจที่ดำเนินกิจการมากกว่า 30 ปี ยกระดับสินค้าด้วยการพัฒนาสูตร บรรจุภัณฑ์และขยายตลาดออนไลน์ สะท้อนศักยภาพของสินค้าไทยที่สามารถแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มได้บนแพลตฟอร์มดิจิทัล

การดำเนินโครงการครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการตลาดออนไลน์ การสร้างแบรนด์ การสื่อสารกับผู้บริโภค และการขายผ่าน Live Commerce ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของการดำเนินธุรกิจในยุคใหม่ และผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมชมการไลฟ์สด เลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการไทย และรับสิทธิพิเศษจากโค้ดส่วนลดตลอดการจัดกิจกรรม เพื่อร่วมสนับสนุน SMEs ไทย สร้างรายได้ให้ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง

นอกจากนี้ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการประกาศปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจาก 3.80 บาท เป็น 4.00 บาทต่อฟอง หรือเพิ่มขึ้น 20 สตางค์ต่อฟอง มีผลตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2569 กรมการค้าภายในได้เตรียมมาตรการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถซื้อไข่ไก่ไทยช่วยไทย โดยประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศจัดจุดจำหน่ายไข่ไก่ไทยช่วยไทยในพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 13 -31 สิงหาคม 2569

สำหรับต่างจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจะกระจายไข่ไก่ไทยช่วยไทยผ่านจุดจำหน่ายครอบคลุม 76 จังหวัด ส่วนกรุงเทพมหานครจะจัดจำหน่ายผ่านกิจกรรมธงฟ้าในพื้นที่ชุมชน โดยนำไข่ไก่มาจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาดประมาณ 10% ตั้งเป้ากระจายรวม 3.42 ล้านฟองทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้าให้กับประชาชน นอกจากไข่ไก่ไทยช่วยไทยแล้ว ในจุดจำหน่ายธงฟ้ายังมีสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น อาทิ ข้าวสาร น้ำมันพืช และสินค้าอื่น ๆ จำหน่ายในราคาประหยัดด้วย

อีกทั้ง กรมการค้าภายในได้ประสานกรมปศุสัตว์เพื่อหารือแนวทางเพิ่มปริมาณไข่ไก่เข้าสู่ระบบให้มากขึ้น รวมทั้งติดตามสถานการณ์การผลิตและการจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ปริมาณสินค้าเพียงพอกับความต้องการบริโภค และให้ราคาในแต่ละระดับการค้ามีความสอดคล้องกับต้นทุนและสถานการณ์ตลาด หากพบผู้ค้ารายใดมีพฤติกรรมการจำหน่ายในราคาสูงเกินสมควร สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หากพบการกระทำผิด จะมีความผิดตามมาตรา 29 พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง