นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วย นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายศักระ กปิลกาญจน์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เขต 5 นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ตลอดจนคณะผู้บริหารจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
วันนี้ (9 ส.ค. 69) เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา ภายหลังการประชุมกลั่นกรองและจัดเตรียมข้อมูลข้อเสนอโครงการ พร้อมกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เพื่อรวบรวมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 ณ จังหวัดสงขลา โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 5 จังหวัด ร่วมกันนำเสนอข้อมูลและข้อเสนอการพัฒนาพื้นที่
ในช่วงบ่าย เป็นการประชุมเพื่อรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนและภาคธุรกิจในพื้นที่ โดยมีประธานหอการค้าจังหวัดและผู้แทนภาคเอกชนจากทั้ง 5 จังหวัด ร่วมสะท้อนปัญหา อุปสรรค ความต้องการ และข้อเสนอแนะในด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การบริการ โลจิสติกส์ และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดน ตลอดจนเสนอแนวทางการพัฒนาที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่พื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยข้อมูลและข้อเสนอจากภาคเอกชนจะนำไปประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและพิจารณาแนวทางสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเป็นไปอย่างสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของภาคธุรกิจ อันจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ กระตุ้นการลงทุน และยกระดับเศรษฐกิจของภูมิภาค
โอกาสนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า “ตนได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้มาประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน จาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) ในการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 นี้
นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการหารือและจัดทำกรอบข้อเสนอการพัฒนาพื้นที่ นอกเหนือจากงบประมาณพื้นฐานที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กำหนดไว้จังหวัดละ 50 ล้านบาท โดยให้แต่ละจังหวัดเสนอกรอบความต้องการเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาในหลากหลายมิติ ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. การป้องกันอุทกภัยและแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ละจังหวัดได้เสนอโครงการป้องกันอุทกภัย โดยเฉพาะจังหวัดสงขลาที่เสนอกรอบงบประมาณราว 600 กว่าล้านบาท ขณะที่ภาพรวมทั้ง 5 จังหวัดใช้วงเงินรวมประมาณ 800 กว่าล้านบาทซึ่งมีรายงานว่าได้รับการอนุมัติงบกลางผ่านกรมชลประทานแล้ว เพื่อนำไปซ่อมแซมผนังกั้นน้ำ คลองระบายน้ำ (เช่น คลอง ร.1 และคลองอู่ตะเภา) รวมถึงการขุดลอกคลองในพื้นที่เทศบาลและ อบต. รอบอำเภอหาดใหญ่
2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกระตุ้นเศรษฐกิจ จ.นราธิวาส ได้เสนอกรอบการพัฒนารถไฟทางคู่จากอำเภอหาดใหญ่ไปบรรจบที่อำเภอสุไหงโก-ลก เพื่อเชื่อมต่อไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าชายแดน
3. มาตรการภาษีและการเข้าถึงแหล่งทุน (SMEs) ภาคเอกชนเสนอให้พิจารณาข้อยกเว้นภาษี 3% ให้ครอบคลุมผู้ประกอบการรายเดิม และเรียกร้องให้บริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ค้ำประกันสินเชื่อเต็ม 100% เพื่อช่วยให้ SMEs ที่ขาดสภาพคล่องสามารถเข้าถึงสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น ซึ่งประเด็นนี้จะนำเสนอต่อ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่อไป
4. การผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษและพลังงาน มีการหารือถึงการขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรมอำเภอจะนะ จ.สงขลา ซึ่งดำเนินการมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี โดยรัฐบาลพร้อมผลักดันแต่มีเงื่อนไขให้ภาคเอกชนมอบสิทธิประโยชน์พิเศษแก่คนในพื้นที่ เช่น สิทธิการศึกษาและการจ้างงาน นอกจากนี้ยังมีการเสนอตั้งโรงไฟฟ้าใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ และการจัดสรรที่ดินสาธารณะให้ประชาชนเช่าทำกินถูกต้องตามกฎหมาย (ไม่เกินคนละ 20 ไร่) จากเนื้อที่ที่มีการพิสูจน์สิทธิ์แล้วเกือบ 200,000 ไร่ จากทั้งหมดประมาณ 600,000 ไร่ 5. การสร้างอาชีพ ดึงแรงงานกลับบ้าน เชื่อมั่นว่าหากโครงการพัฒนาเศรษฐกิจเหล่านี้เกิดขึ้นได้ จะช่วยดึงดูดคนไทยที่ไปทำงานในประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานต้มยำกุ้งที่มีจำนวนราว 200,000–300,000 คน ให้ได้กลับมาทำงานและอยู่กับครอบครัวในภูมิลำเนา
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ ได้กำหนดให้ทั้ง 5 จังหวัด รวบรวมเอกสารข้อเสนอทั้งหมดส่งให้ฝ่ายเลขานุการ ภายในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 เพื่อส่งต่อให้กระทรวงมหาดไทย จากนั้นในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 จะมีการประชุมสรุปและกลั่นกรองโครงการ ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรี ร่วมการประชุม ก่อนจะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลาอย่างเป็นทางการต่อไป
นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า นายกรัฐมนตรีมีความตั้งใจจริงที่จะลงมาดูแลความเดือดร้อน แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจย่อย และยกระดับรายได้ต่อหัวของประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมยืนยันว่า “นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และพวกเราจะเดินหน้าไปพร้อมๆ กัน”








