รัฐบาลยกระดับการรับมืออุทกภัยและภัยแล้ง ตามหลัก “รู้ก่อน–ป้องกันก่อน–พร้อมรับมือ” จัดทำ Risk Map ลงลึกถึงระดับตำบลและหมู่บ้าน เพื่อระบุพื้นที่เสี่ยง วางแผนป้องกัน และเตรียมช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลยกระดับการรับมืออุทกภัยและภัยแล้ง โดยให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า การป้องกันก่อนเกิดเหตุ และการเตรียมความพร้อม เพื่อช่วยลดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน พื้นที่เกษตร และเศรษฐกิจของประชาชน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งระดับภูมิภาค 5 คณะ ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออก เพื่อให้หน่วยงานส่วนกลาง จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายพลเรือน และฝ่ายทหาร ทำงานบนข้อมูลและแผนเดียวกัน ลดขั้นตอนการสั่งการ และสามารถเข้าป้องกันหรือช่วยเหลือประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

หัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือหลัก “รู้ก่อน–ป้องกันก่อน–พร้อมรับมือ” โดยรัฐบาลจะนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการภัยพิบัติมากขึ้น พร้อมมอบหมายให้ GISTDA และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ จัดทำแผนที่ความเสี่ยง หรือ Risk Map ทั้งด้านอุทกภัยและภัยแล้ง โดยลงลึกถึงระดับตำบลและหมู่บ้าน เพื่อระบุพื้นที่เสี่ยง จุดที่ต้องเร่งป้องกัน จุดที่ต้องเฝ้าระวัง และกลุ่มประชาชนที่ต้องได้รับการดูแลเป็นลำดับแรก

รัฐบาลต้องการให้ข้อมูลความเสี่ยงถูกนำมาใช้ก่อนเกิดเหตุ เพื่อให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมเครื่องมือ บริหารจัดการน้ำ วางแผนพื้นที่เกษตร และกำหนดแนวทางช่วยเหลือประชาชนได้ล่วงหน้า โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการดูแลเป็นลำดับแรกหากเกิดสถานการณ์รุนแรง

สำหรับภาคกลาง นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบขับเคลื่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ มีทั้งพื้นที่เกษตร ชุมชนเมือง และพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและภัยแล้ง โดยกำหนดให้ภาคกลางเป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาระบบรับมือภัยอย่างครบวงจร ก่อนนำแนวทางที่ได้ผลไปขยายสู่ภูมิภาคอื่น

การดำเนินงานในพื้นที่ภาคกลางครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ การป้องกันก่อนเกิดภัย การเผชิญเหตุและดูแลประชาชน การฟื้นฟูเยียวยา และการสื่อสารและการมีส่วนร่วม พร้อมจัดทำ Risk Map ควบคู่กับการติดตามพื้นที่เพาะปลูก ปริมาณน้ำ และจุดเสี่ยง รวมถึงจัดทำ Checklist มาตรฐานสำหรับ 17 จังหวัดในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร เพื่อให้แต่ละพื้นที่สามารถตรวจสอบความพร้อมและเตรียมการก่อนเข้าสู่ภาวะวิกฤตได้อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ กำหนดให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นต้นแบบการจัดการภัยแล้งภาคการเกษตร และจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นต้นแบบการจัดการน้ำท่วม โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะรวบรวมแผนและจัดทำ Checklist ขณะที่ สทนช. และ GISTDA จะติดตามข้อมูลและพัฒนา Risk Map อย่างต่อเนื่อง พร้อมมีคณะอนุกรรมการติดตามผล เพื่อให้แผนที่และมาตรการที่กำหนดสามารถนำไปปฏิบัติจริงในพื้นที่

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดภาระการเยียวยาภายหลัง โดยการใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน จะช่วยลดผลกระทบต่อชีวิต บ้านเรือน พื้นที่เกษตร และการประกอบอาชีพของประชาชน พร้อมนำบทเรียนจากพื้นที่ต้นแบบไปขยายผลทั่วประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง