นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงการปฏิรูปการจัดการกำลังคนภายในภาครัฐ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาว่าจากสถานการณ์ทางด้านการคลังของประเทศในปัจจุบัน เราคงเห็นตัวเลขกันมาชัดเจนกันมากขึ้นว่าร้อยละ 73 ของงบประมาณแผ่นดิน ถูกใช้ไปในค่าบุคลากร ส่งผลให้งบลงทุนต่างๆ มีน้อยอย่างที่เป็นกระแสข่าว จึงทำให้รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงปัญหา และพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้ดังกล่าวอีกด้วย
นายปกรณ์ กล่าวว่า ในวันนี้ได้นำเสนอเรื่องการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยเป็นอีกหนึ่งมาตรการในการ “ฟรีซอัตรากำลัง” ของภาครัฐในขณะนี้ เพื่อกำหนดให้อัตรากำลังที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นจำนวนสูงสุดที่ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐสามารถมีได้ พร้อมขอให้หน่วยงานต่าง ๆ นำแนวทางดังกล่าวไปใช้ร่วมกัน เพื่อให้การบริหารจัดการกำลังคนเกิดประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ
ส่วนเรื่องการยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น อาทิ ตำแหน่งประเภทวิชาการ ตำแหน่งประเภททั่วไป ก็สามารถยุบได้แต่จะต้องไม่กระทบกับตำแหน่งที่มีความจำเป็นก็จะไม่มีผลกระทบต่อประเทศ ส่วนเรื่องการปรับบทบาทโครงสร้างและภารกิจของแต่ละหน่วยงานใหม่นั้น จะต้องปรับให้มีความทันสมัยและกระทัดรัดมากขึ้น โดยเพิ่มประสิทธิภาพผ่านการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้น ดังนั้น คอมพิวเตอร์คงไม่ได้ใช้แต่เพียงพิมพ์ดีดอย่างเดียว แต่ต้องนำมาใช้ในการให้บริการสาธารณะให้เกิดผลประโยชน์ต่อประชาชนด้วย ซึ่งถือว่าเป็นอีกเรื่องที่หนึ่งที่เป็นข้อเสนอของทางสำนักงาน ก.พ.
ส่วนอีกเรื่องข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. จากที่ประชุมได้มีความเห็นเป็นไปในแนวทางเดียวกันว่า ในการยกเลิก ราชการส่วนกลางในส่วนภูมิภาค คือ หน่วยงานส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาคต่างๆ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ถือว่าเป็นภาระในทางงบประมาณสูงมาก จึงทำให้สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอว่า ให้มีการยุติการจัดตั้งสำนักงานส่วนกลางในส่วนภูมิภาคทั้งหมดนับแต่นี้เป็นต้นไป ส่วนที่อยู่แล้วจะต้องขอให้ทบทวนแล้วยุบหน่วยงานในรูปแบบเป็นค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการให้บริการแก่ประชาชน
ดังนั้น การจัดการกำลังคนภายในภาครัฐจะดำเนินการให้เร็วที่สุด หลักการสำคัญของการบริหารจัดการภาครัฐในปัจจุบันนั้น รัฐจะต้องผันตัวเองเพื่อให้อำนวยความสะดวกการให้บริการกับประชาชนทั่วถึงและมีประสิทธิภาพโดยใช้ต้นทุนน้อยที่สุด
เมื่อถามถึงเป้าหมายของสัดส่วนงบประมาณว่าจะตั้งใจลดลงเหลือกี่เปอร์เซ็นต์นั้น นายปกรณ์กล่าวว่า ที่จริงแล้วเป้าหมายของตนจะพยายามไม่ให้เกิน 30 เปอร์เซ็นต์เพราะว่าโดยทั่วไปของรัฐบาลในโลกนี้ก็คือไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์
เมื่อถามถึงกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ นายปกรณ์กล่าวว่า หากกำหนดกรอบจะเป็นเวลา 4 ปีหากไม่เพียงพอ และประเมินเบื้องต้นว่าอาจต้องใช้เวลาประมาณ 8 ปี อย่างไรก็ตามรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องพยายามเพื่อประชาชนจะไม่ลำบาทในวันข้างหน้า








