นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย เป็นประธานการประชุมกลุ่มย่อยสินค้าเกษตร เพื่อหารือประเด็นคงค้างสำคัญภายใต้บทมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช หรือ SPS ภายใต้การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย–อียู ณ กระทรวงพาณิชย์ โดยมีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ และกรมวิชาการเกษตร ร่วมประชุม
การหารือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวของ “ทีมไทยแลนด์” ในการกำหนดท่าทีและข้อเสนอของไทย เพื่อเร่งรัดการเจรจาบท SPS ให้มีความคืบหน้า พร้อมวางรากฐานการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระยะยาวระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป
ประเด็นด้านการเกษตรและมาตรการ SPS เป็นหัวใจสำคัญของความคืบหน้าการเจรจา FTA ไทย–อียู โดยสหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ของทั้งสองฝ่าย ควบคู่กับการจัดทำมาตรการ SPS ที่มีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และอำนวยความสะดวกทางการค้าบนพื้นฐานของหลักวิทยาศาสตร์และความปลอดภัยด้านอาหาร
ผู้แทนการค้าไทยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งพิจารณาการนำเข้าสินค้าเกษตรและปศุสัตว์จากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป โดยยึดหลักวิทยาศาสตร์และมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารของไทย พร้อมจัดตั้งช่องทางสื่อสารระหว่างหน่วยงานภาครัฐไทยและสหภาพยุโรปอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและติดตามความคืบหน้าร่วมกัน
ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศประสานกับ มกอช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดทำข้อเสนอบท SPS ที่เป็นจุดสมดุล หรือ Landing Zone ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับและได้รับประโยชน์ร่วมกัน เพื่อนำเสนอต่อคณะทำงานขับเคลื่อนการเจรจา FTA ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน
นอกจากนี้ การเจรจายังมีประเด็นคงค้างอื่นที่ต้องเร่งผลักดัน ได้แก่ สินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม การค้าดิจิทัล ทรัพย์สินทางปัญญา และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ
การเจรจาบท SPS เป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและมีความอ่อนไหว จึงจำเป็นต้องอาศัยความยืดหยุ่นและข้อเสนอที่สร้างสรรค์จากทั้งสองฝ่าย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเพิ่มโอกาสทางการค้าสินค้าเกษตรกับการคุ้มครองความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของไทย โดยผู้แทนการค้าไทยจะทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการผลักดันข้อเสนอของไทยและบูรณาการท่าทีร่วมกับคณะทำงานทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเจรจาเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย








