นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยออนไลน์ที่กระทบประชาชน โดยนอกจากการปราบปรามผู้กระทำผิดแล้ว รัฐบาลยังมุ่งทำให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเอง และเมื่อเกิดปัญหาแล้วต้องเข้าถึงหน่วยงานภาครัฐได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
ปัจจุบันภัยและปัญหาบนโลกออนไลน์มีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการถูกหลอกให้โอนเงิน ถูกหลอกลงทุน ข้อมูลส่วนบุคคลถูกขโมยหรือรั่วไหล พบเว็บไซต์ เพจ หรือบัญชีปลอม ตลอดจนปัญหาจากการซื้อขายและแพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะที่ภาครัฐมีช่องทางรับแจ้งหลายระบบตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเกิดคำถามว่า “เรื่องนี้ต้องแจ้งที่ไหน?” บางกรณีไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร หรือจำเป็นต้องส่งเรื่องไปหลายช่องทาง
ล่าสุดสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ได้พัฒนาบริการ “แจ้งรัฐ” บนแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ให้เป็นช่องทางกลางสำหรับประชาชนในการแจ้งปัญหา โดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาว่าเรื่องที่ตนประสบอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานใด ทั้งนี้ ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดสะสมแอปทางรัฐ 49,545,109 คน ในการแจ้ง เพียงเข้าไปทึ่ “แจ้งรัฐ” เลือกประเภทปัญหาและให้รายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น ระบบจะเชื่อมต่อเรื่องไปยังช่องทางรับแจ้งของหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อเข้าสู่กระบวนการดำเนินการต่อไป
ทั้งนี้ “แจ้งรัฐ” ไม่ได้เป็นการนำระบบรับแจ้งของทุกหน่วยงานมารวมไว้เป็นระบบเดียว แต่เป็นการสร้าง “จุดเชื่อมต่อกลาง” ให้ประชาชนเข้าถึงระบบของหน่วยงานต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เปลี่ยนจากเดิมที่ประชาชนต้อง “รู้ก่อนว่าจะไปแจ้งที่ไหน” มาเป็น “บอกปัญหากับรัฐ แล้วให้รัฐช่วยจัดการต่อ”
ปัจจุบันเริ่มเชื่อมโยงระบบรับแจ้งด้านภัยไซเบอร์และออนไลน์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) สำหรับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เช่น ไลน์ปลอม เว็บไซต์ปลอม การเลียนแบบหรือแอบอ้างบนโลกออนไลน์ และ Facebook ปลอม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำหรับปัญหาการซื้อขายออนไลน์ เว็บไซต์หรือเพจผิดกฎหมาย และปัญหาจากแพลตฟอร์มดิจิทัล
ขณะที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ปัจจุบันรองรับการติดตามเรื่องและแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับคดีที่ประชาชนได้แจ้งความออนไลน์ไว้แล้ว และในระยะต่อไปจะรองรับการรับแจ้งปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ด้วย
นอกจากนี้ “แจ้งรัฐ” ได้ขยายการเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาด้านอื่น เช่น การร้องเรียนการให้บริการภาครัฐ การร้องทุกข์เกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กและความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาคนไร้ที่พึ่ง สาธารณภัยระดับ 3 ขึ้นไป (ภัยระดับชาติที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และต้องระดมทรัพยากรจากหลายหน่วยงาน) รวมถึงเรื่องรับแจ้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงช่องทางแก้ไขปัญหาของภาครัฐจากจุดเริ่มต้นเดียวได้มากขึ้น
นางสาวรัชดา กล่าว “สิ่งที่นายกรัฐมนตรีต้องการเห็นคือ ประชาชนสามารถขอความช่วยเหลือจากรัฐได้โดยที่ไม่ต้องคอยจำหมายเลขสายด่วน ส่วนหน้าที่ของรัฐคือทำให้เรื่องนั้นไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ได้ง่ายและเร็วที่สุด ในระยะต่อไป จะพัฒนาระบบรับแจ้งของหน่วยงานต่าง ๆ ให้สามารถเชื่อมโยงได้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งจะทำให้รัฐบาลเห็นภาพรวมของปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญ ทั้งประเภทของปัญหา พื้นที่ที่เกิดเหตุ ความถี่ และแนวโน้มของปัญหาที่เพิ่มขึ้น เพื่อนำข้อมูลมาจัดลำดับความสำคัญ วางมาตรการแก้ไข ติดตามผล และตรวจจับปัญหาที่อาจขยายวงกว้างได้เร็วขึ้น”








