“ตีนนกเขา” พุ่มไม้ป่าดงพงไพรกับเสน่ห์ดอกเล็กสีสด กระจายพันธุ์ครอบคลุมป่าเบญจพรรณไปจนถึงยอดเขาหินปูน

พฤกษชาติในป่าเมืองไทยยังคงมีความน่าสนใจให้ค้นหาอย่างไม่รู้จบ หนึ่งในนั้นคือ “ตีนนกเขา” หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ Vitex vestita Wall. ex Walp. ไม้พุ่มในวงศ์กะเพรา (Lamiaceae) ที่พบกระจายพันธุ์ครอบคลุมหลายพื้นที่ตั้งแต่ระดับป่าเบญจพรรณไปจนถึงยอดเขาหินปูนสูง

ตีนนกเขาจัดเป็นไม้พุ่มขนาดกลางถึงใหญ่ โดยอาจเติบโตสูงได้ถึง 8 เมตร จุดเด่นที่สังเกตได้ชัดคือขนสั้นนุ่มหนาแน่นตามกิ่งอ่อน ช่อดอก และใบประดับ

ใบ เป็นใบประกอบ มีใบย่อย 3–5 ใบ ก้านใบยาว 1–6 ซม. แผ่นใบรูปรีหรือรูปขอบขนาน ยาว 5–15 ซม. ปลายแหลมยาว ทั้งสองด้านของใบมีขนและต่อมกระจายอยู่ประปราย

ดอก ออกเป็นช่อสั้นตามซอกใบ ยาวประมาณ 2.5–7 ซม. แตกแขนง 2–3 แขนง ดอกมีสีขาวอมเหลืองหรือสีชมพู หลอดกลีบดอกยาว 4–7 มม. กลีบปากบนแฉกรูปสามเหลี่ยมกว้าง ส่วนกลีบปากล่างยาวประมาณ 3–3.5 มม. ชูเกสรเพศเมียและเกสรเพศผู้ประดับอยู่อย่างสวยงาม

ส่วนผล ผลมีรูปไข่ขนาดเล็ก ยาว 5–9 มม. เมื่อผลแก่จัดและสุกเต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำเข้ม

พืชชนิดนี้มีการกระจายพันธุ์เป็นวงกว้างในภูมิภาคเอเชีย พบได้ตั้งแต่อินเดีย ตอนใต้ของจีน เมียนมา เวียดนาม ไปจนถึงภูมิภาคมาเลเซีย สำหรับในประเทศไทย สามารถพบตีนนกเขาได้ในทุกภาค โดยมักขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ชายป่าดิบชื้น รวมไปถึงบนเขาหินปูน ที่ระดับความสูงจากน้ำทะเลปานกลางจนถึงประมาณ 1,500 เมตร

ทั้งนี้ ตีนนกเขายังมีชื่อเรียกท้องถิ่นแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค เช่น ชาวเพชรบูรณ์เรียกว่า “คดงู” หรือ “ผะไห้น้อย” ในขณะที่แถบจันทบุรีนิยมเรียกว่า “ตีนนกเขา” ตามลักษณะมงคลของพืชพันธุ์ธรรมชาติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง