นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17 – 20 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โดยการเยือนครั้งนี้มุ่งขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลียให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศอย่างรอบด้าน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 14 ปี โดยได้เข้าเยี่ยมคารวะนางมาร์กาเร็ต บีซลีย์ ผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลีย และแนวทางการขยายความร่วมมือในสาขาที่มีผลประโยชน์ร่วมกันทั้งด้านการวิจัย การแลก เปลี่ยนนักศึกษา และการพัฒนากำลังคนในสาขาแห่งอนาคต สำหรับการท่องเที่ยวในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวออสเตรเลียเดินทางมาไทยประมาณ 800,000 คน สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ระดับประชาชนที่แน่นแฟ้นและมีพลวัตระหว่างสองประเทศ อีกทั้งยังขอบคุณรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ให้การสนับสนุนชุมชนไทยและกิจกรรมทางวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงงาน Sydney Lunar Festival และการจัดงาน Thailand Grand Festival โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ในเดือนกันยายนนี้
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้แสดงวิสัยทัศน์หัวข้อ “Beyond the Thailand-Australia Bilateral Partnership: Advancing International Order through Regional and Minilateral Cooperation” ณ สถาบัน Lowy นครซิดนีย์ โดยได้ใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอบทบาทของไทย ออสเตรเลีย และประเทศขนาดกลางในการรับมือกับโลกที่มีความไม่แน่นอน ใน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1. ทำให้ภูมิภาคนิยม (Regionalism) สถาบันระดับโลกยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ในช่วงเวลาที่การสร้างฉันทามติในระดับโลกเป็นไปได้ยาก สถาบันระดับภูมิภาคจำเป็นต้องมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในการรักษาช่องทางการหารือ สร้างความไว้วางใจ และแปลงหลักการไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ประเทศไทยและอาเซียนยังคงเป็น “หลักยึดทางยุทธศาสตร์” ที่สำคัญ ความเป็นเอกภาพและความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนต้องได้รับการสนับสนุนด้วยความสามารถในการกำหนดวาระของตนเอง และตอบสนองต่อความท้าทายในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพในเรื่องเมียนมา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยสนับสนุนฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ควบคู่กับแนวทางการมีปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อรักษาช่องทางการหารือและส่งเสริมให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม สำหรับความสัมพันธ์กับกัมพูชา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยยังคงมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและกลไกทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน พร้อมกับรักษาความเป็นเอกภาพของอาเซียน
2. รักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) ด้วยการขยายและกระจายความเป็นหุ้นส่วนที่หลากหลาย และพิจารณาแต่ละประเด็นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและผลประโยชน์ของประเทศ ไทยและออสเตรเลียควรต่อยอดความร่วมมือและปัญหาที่มีความเร่งด่วน ได้แก่ การต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย มีกำหนดลงนามในถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ณ กรุงแคนเบอร์รา เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างสองประเทศ ซึ่งการรักษาความสามารถในการกำหนดทิศทางของตนเองของประเทศต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างหรือเลือกค่าย เป็นการสร้างแนวร่วมและเครือข่ายความร่วมมือการทำงานร่วมกัน
3. สร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่น (Resilience) ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป โดยไม่ทำลายความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค ไทยและออสเตรเลียมีรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลียมีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2548 และในปี 2568 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่าประมาณ 32,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ขณะที่ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–ออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ช่วยเชื่อมโยงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเข้ากับภูมิภาคในวงกว้างยิ่งขึ้น ขั้นต่อไปคือการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวไปสู่ “หุ้นส่วนที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” (resilient partnership) โดยออสเตรเลียมีจุดแข็งด้านแร่ธาตุสำคัญ พลังงาน การศึกษา เทคโนโลยี และเงินทุน ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านการผลิตขั้นสูง การผลิตอาหาร การเชื่อมโยงภูมิภาค อุตสาหกรรมสีเขียวและดิจิทัลที่กำลังเติบโต ทั้งสองประเทศจึงควรเชื่อมโยงจุดแข็งเหล่านี้เข้าด้วยกัน นอกจากนี้การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยไทยยินดีและขอบคุณออสเตรเลียสำหรับการสนับสนุนไทย
อีกทั้ง นายกรัฐมนตรียังได้เยี่ยมชมย่าน Thai Town ในนครซิดนีย์ และพบปะชุมชนไทย โดยมีนางโคลเวอร์ มอร์ นายกเทศมนตรีนครซิดนีย์ ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชมร้านค้าของคนไทยในพื้นที่ ซึ่งได้ยกระดับให้เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมไทยในออสเตรเลีย อาทิ การจัดสร้างงานศิลปะสาธารณะ แลนด์มาร์กทางวัฒนธรรม ในช่วงที่ผ่านมา Thai Town ได้รับความสนใจมากขึ้นจากการนำเสนอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้สร้างสรรค์เนื้อหาด้านอาหารและการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยเผยแพร่ความเป็นไทยและทำให้ Thai Town เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ทั้งยังช่วยดึงดูดผู้มาเยือนและสร้างโอกาสให้แก่ร้านค้าและผู้ประกอบการในพื้นที่ และเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ Canva บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกด้านการสื่อสารด้วยภาพ พร้อมหารือกับ COO นายคลิฟ โอเบรคต์ (Cliff Obrecht)ผู้ร่วมก่อตั้งและ COO และนาย Willix Halim CEO Canva ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย Creative Economy เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการผลักดัน เพราะประเทศไทยมีทั้งบุคลากรที่มีความสามารถ อัตลักษณ์ และทุนทางวัฒนธรรมที่มีพลัง สามารถต่อยอดเป็นสินค้า บริการ และทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าในตลาดโลกได้ โดยมองว่าแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Canva สามารถช่วยเปิดพื้นที่ให้การออกแบบและวัฒนธรรมไทยเข้าถึงผู้ใช้ทั่วโลก และเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นรายได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงการทำงานร่วมกับ Local Creators และ SMEs ไทย โดยส่งเสริมให้มีการนำงานออกแบบ องค์ประกอบทางวัฒนธรรม และผลงานของครีเอเตอร์ไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มมากขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วโลกสามารถนำไปใช้ และเปิดโอกาสให้ Thai Creators ได้รับค่าตอบแทนจากผลงานของตนเอง ทำให้รายได้จากตลาดโลกไหลกลับมาสู่ประเทศไทย ซึ่ง Canva ตั้งเป้าเพิ่มจำนวน Canva Creators ชาวไทยจากประมาณ 190 คน เป็น 1,000 คนภายในปี 2571รวมถึงขยายความร่วมมือด้านการศึกษากับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เยาวชนไทยเข้าถึงเครื่องมือและทักษะที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจยุคใหม่
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวปาฐกถาในงาน “Thailand–Australia Investment and Business Partnership Reception” หัวข้อ “Thailand and Australia, A Strategic Partnership for Growth” โดยมีผู้แทนภาครัฐและภาคธุรกิจของไทยและออสเตรเลียเข้าร่วม การเยือนครั้งนี้เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจให้เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานไปสู่การลงทุน การสร้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ โดยรัฐบาลมีหน้าที่เปิดประตูและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ขณะที่ภาคธุรกิจคือผู้ที่จะเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน และจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2571 ได้มุ่งขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยง และสามารถแข่งขันได้มากขึ้น การลงทุนและการผลิตในประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงการเข้าสู่ตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่คือการเข้าสู่ทั้งภูมิภาค ซึ่งได้เห็นโอกาสขยายความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรรมและอาหาร พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ การผลิตขั้นสูง และการศึกษา อีกทั้งรัฐบาลกำลังเร่งทำให้การลงทุนในประเทศไทยสะดวกและแข่งขันได้มากขึ้น โดย Thailand FastPass จะช่วยให้นักลงทุนที่มีคุณสมบัติสามารถได้รับการอนุมัติให้ดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งเชิญชวนภาคธุรกิจออสเตรเลียขยายการลงทุน และสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนและประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน เพื่อสร้างโอกาสและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทย








