สถานการณ์อุทกภัยในภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดน่าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการ 3 แนวทางเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือประชาชน ได้แก่
1. สั่งการเชิงรุก: เฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม มอบหมายอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) จัดตั้งศูนย์ประสานงานในพื้นที่ทันที เพื่อเป็นตัวกลางรวบรวมข้อมูลและเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เร่งแจ้งเตือนโรงงานที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะโรงงานที่มีสารเคมี วัตถุอันตราย ของเสีย และระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อป้องกันการรั่วไหลหรือปนเปื้อนสู่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม
2. ระดมทรัพยากร: บูรณาการช่วยเหลือประชาชนสั่งการให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมแผนสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับประชาชนในพื้นที่ เช่น น้ำดื่ม อาหาร เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกและอุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ ตามศักยภาพที่มี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เร็วที่สุด
3. เร่งฟื้นฟู: พลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กิจการกลับมาเดินหน้าจัดตั้งทีมเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจเช็คความปลอดภัยของเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า และระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงาน/สถานประกอบการหลังน้ำลด เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัยก่อนเปิดดำเนินการและให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) เร่งวางมาตรการช่วยเหลือด้านการเงิน ทั้งการพักชำระหนี้และการเสริมสภาพคล่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ประสบภัยสามารถฟื้นฟูกิจการได้โดยเร็วที่สุด
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบ โดยนายวีริศ อัมระปาล กรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รักษาการแทนผู้ว่าฯ กยท. คาดว่ามีเกษตรกรชาวสวนยางได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ จำนวน 3,500 ราย เนื้อที่ 35,000 ไร่ จากที่ขึ้นทะเบียนทั้งหมด 16,146 ราย เนื้อที่ 170,810.33 ไร่ เบื้องต้นได้อนุมัติให้ กยท. สนับสนุนปัจจัยยังชีพให้แก่ครัวเรือนเกษตรกรชาวสวนยางที่ประสบภัยพิบัติ และจะพิจารณาสวัสดิการเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. กรณีสวนยางประสบภัยจนเสียสภาพสวน หรือต้นยางได้รับความเสียหายเกิน 20 ต้น/แปลง รายละไม่เกิน 3,000 บาท เพื่อให้ชาวสวนสามารถติดต่อรับเงินจำนวนดังกล่าว หลังเหตุการณ์สิ้นสุดลง ชและได้ทำหนังสือถึง ผอ.กยท.ภาคเหนือ ให้ดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วน ดังนี้
1. ตรวจสอบและประเมินความเสียหายของเกษตรกรชาวสวนยาง และพื้นที่สวนยางในจังหวัดน่าน รวบรวมข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบที่กำหนดต่อไป
2. เฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยพื้นที่สุ่มเสี่ยง อาทิ พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ โดยติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดและกระจายข่าวแจ้งเตือนเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ทันที
3. ให้รายงานผลกระทบและความเสียหายให้ทราบ ทุกวันผ่านทางระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์
ขณะที่นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่านเริ่มคลี่คลาย โดยพื้นที่เกษตรที่คาดว่าจะได้รับความเสียหายในจังหวัดน่าน เบื้องต้นครอบคลุม 9 อำเภอ เกษตรกรคาดว่าได้รับผลกระทบ 6,538 ราย พื้นที่ความเสียหายเบื้องต้นจำนวน 14,963.18 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว จำนวน 9,121.77 ไร่ พืชไร่และพืชผัก จำนวน 5,728.66 ไร่ ไม้ผลและไม้ยืนต้น และอื่นๆ จำนวน 112.75 ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 22 สิงหาคม 2569) ซึ่งขณะนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอปัว ภูเพียง อำเภอเมืองน่าน ท่าวังผา สันติสุข และเวียงสา
สำหรับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเกษตรกร กรณีเกิดภัยธรรมชาติและผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตภัยพิบัติตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2569 จะได้รับความช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ กรณีพื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ และพืชตายหรือเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูหรือเยียวยาให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ จะพิจารณาช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่ได้รับความเสียหายจริงในอัตรา ดังนี้ ข้าว ไร่ละ 2,240 บาท พืชไร่และพืชผัก ไร่ละ 3,180 บาท ไม้ผล ไม้ยืนต้นและอื่นๆ ไร่ละ 6,800 บาท ส่วนกรณีไม้ผลและไม้ยืนต้นได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโตแต่ไม่ตาย และยังสามารถฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ หรือกรณีผลผลิตได้รับผลกระทบจนได้รับความเสียหาย จะให้ความช่วยเหลือ ในอัตราไร่ละ 3,400 บาท ทั้งนี้ รวม 2 กรณีต้องไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ นอกจากนี้ หากพื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายจากการถูกหิน ดิน ทราย ไม้ โคลน หรือซากวัสดุทุกชนิดทับถม จนไม่สามารถใช้เพาะปลูกได้ หรืออาจทำให้พืชผลได้รับความเสียหาย และหน่วยงานของรัฐไม่สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้ จะให้ความช่วยเหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการขุดลอกและขนย้ายเศษซากวัสดุที่ทับถม เพื่อให้สามารถกลับมาใช้พื้นที่เพาะปลูกได้ โดยช่วยเหลือในขนาดพื้นที่ ไม่เกิน 5 ไร่ ในอัตราไร่ละ 16,000 บาทโดยกรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมพันธุ์พืชผักและไม้ผล สำหรับสนับสนุนเกษตรกรหลังน้ำลดทันที รวมถึงการสนับสนุนเชื้อราไตรโคเดอร์มา เพื่อนำไปใช้ฟื้นฟู ป้องกันเชื้อราสาเหตุโรคพืชให้แก่เกษตรกรที่ประสบภัยภายหลังน้ำลด เกษตรกรสามารถขอรับเชื้อราไตรโคเดอร์มา ได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยี การเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.)
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่การเดินทางทางภาคพื้นดินไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยได้จัดส่งเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ ปฏิบัติภารกิจรวม 6 เที่ยวบิน เดินทางไปยังบ้านห้วยปูด ตำบลภูคา อำเภอปัว เพื่อนำสิ่งของจำเป็นเข้าไปให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและยังคงรอคอยความช่วยเหลือ ประกอบด้วย ถุงพระราชทาน ถุงยังชีพจากมูลนิธิเพชรเกษม ข้าวสาร และอาหารแห้ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ช่วยให้ประชาชนมีอาหารและสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิตช่วงการเดินทางยังไม่สะดวก ทั้งนี้ได้นำข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA มาใช้ประกอบการวิเคราะห์และค้นหาพื้นที่ รวมถึงกลุ่มประชาชนที่อาจติดค้างหรือรอคอยความช่วยเหลือ เพื่อให้การส่งกำลังและสิ่งของบรรเทาทุกข์เข้าไปตรงจุดและรวดเร็วที่สุด นอกจากนี้ยังคงเร่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องมือเข้าพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งการอพยพ การทำความสะอาดบ้านเรือน การฟื้นฟูพื้นที่ และการสนับสนุนภารกิจด้านต่างๆ อย่างเต็มกำลัง พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพบพื้นที่ที่ประชาชนยังได้รับความเดือดร้อน ให้เร่งเข้าให้ความช่วยเหลือโดยทันที เตรียมกำลังพล ยานพาหนะและอุปกรณ์ให้มีความพร้อมอยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและจังหวัดน่านกลับเข้าสู่ภาวะปกติ








