นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในโอกาสที่สภาผู้แทนราษฎรเตรียมเปิดสมัยประชุมและคาดว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลพร้อมชี้แจงต่อสภาฯ และประชาชนด้วยข้อเท็จจริงและผลการดำเนินงานที่ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะผลจากนโยบายต่างประเทศของรัฐบาล
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช้นโยบายการทูตเชิงรุกเพื่อนำประเทศไทยกลับเข้าสู่ความสนใจของประชาคมโลก และยกระดับความสัมพันธ์ที่ดีให้เป็นโอกาสของประเทศ ทั้งด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี ความมั่นคง และการจ้างงาน
ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมการประชุมระดับภูมิภาค พร้อมหารือกับผู้นำ 9 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ฝรั่งเศส รัสเซีย เวียดนาม มาเลเซีย จีน อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ขณะเดียวกัน ยังได้ต้อนรับผู้นำต่างประเทศที่เดินทางมาเยือนไทย ได้แก่ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และนายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา รวมถึงเตรียมต้อนรับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งมีกำหนดเยือนไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 กันยายน 2569
ทุกภารกิจเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การต่างประเทศที่สอดรับกับสถานการณ์โลก ส่งเสริมความเข้มแข็งของอาเซียน ความร่วมมือระหว่างภูมิภาค และความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งขยายตลาด ดึงดูดเงินลงทุน และนวัตกรรม
ในด้านการส่งเสริมการลงทุน นายกรัฐมนตรีได้หารือกับนักลงทุนต่างประเทศและสนับสนุนการจับคู่ธุรกิจระหว่างนักลงทุนไทยกับต่างประเทศ พร้อมมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนจริง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าขอเสียงสนับสนุนให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการย้ำจุดยืนของไทยที่ยึดมั่นในสันติวิธี การเจรจา และกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ
สำหรับการเยือนออสเตรเลียล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้สานต่อความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นวัตกรรม และการศึกษา พร้อมยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และภัยไซเบอร์
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังได้หารือกับ Canva แพลตฟอร์มออกแบบระดับโลก เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เชื่อมโยงครีเอเตอร์และผู้ประกอบการ SMEs ไทยสู่ตลาดสากล
ด้านความสัมพันธ์ไทย–นิวซีแลนด์ ทั้งสองประเทศได้ยกระดับความสัมพันธ์สู่ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” โดยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้า 3 เท่า สู่ 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2588 หรือ ค.ศ. 2045 พร้อมเตรียมเปิดเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ–โอ๊คแลนด์ในปี 2570 และเชิญชวนภาคเอกชนชั้นนำเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าสู่ภูมิภาค
การทูตเชิงรุกของรัฐบาลยังสะท้อนผ่านการต้อนรับผู้นำต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโอกาสในการสานต่อความสัมพันธ์ระดับผู้นำและกำหนดทิศทางความร่วมมือร่วมกัน สะท้อนบทบาทของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือในภูมิภาค รวมถึงความเชื่อมั่นของมิตรประเทศที่มีต่อประเทศไทย
รัฐบาลพร้อมรับการตรวจสอบและชี้แจงต่อสภาฯ และประชาชนด้วยข้อมูลและข้อเท็จจริง โดยผลสัมฤทธิ์ของการทูตเชิงรุกไม่ได้วัดเพียงจำนวนประเทศที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือน แต่ต้องดูถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการสร้างโอกาสด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ความมั่นคง และความร่วมมือในด้านต่าง ๆ รวมถึงการที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้ต้อนรับผู้นำต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทและความเชื่อมั่นของนานาประเทศที่มีต่อประเทศไทย และเป็นเครื่องยืนยันว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้กลับเข้าสู่ ‘จอเรดาร์โลก’ อีกครั้ง ในฐานะมิตรและพันธมิตรที่น่าเชื่อถือของทุกฝ่าย รัฐบาลพร้อมเปลี่ยนความสัมพันธ์และความร่วมมือระดับสากลให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยที่เป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ของคนไทย








