พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยพลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ร่วมแถลงสรุปผลการเยือนกองบัญชาการกองทัพไทยของพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า เป็นการตรวจเยี่ยมเพื่อรับฟังแนวทางการปฏิบัติงานของกองบัญชาการกองทัพไทย ตลอดจนรับทราบถึงความต้องการ ข้อเสนอแนะและข้อขัดข้องต่างๆ ในการดำเนินการในห้วงที่ผ่านมา
โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ชื่นชมความพร้อมของกองบัญชาการกองทัพไทย ทั้งในด้านการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดน พร้อมเน้นย้ำนโยบายสำคัญ 7 ข้อ ให้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีใจความสำคัญคือ เรื่องแรก กองทัพไทยต้องมีการเตรียมพร้อมทั้งในด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ระบบการส่งกำลังบำรุงให้สามารถตอบสนองกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน โดยเฉพาะจากการปะทะในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา และการยกระดับการปฏิบัติการร่วมระหว่างเหล่าทัพให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ,การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงานและสามารถส่งข้อมูลกลับมายังศูนย์บังคับบัญชาได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้การตัดสินใจและการบังคับบัญชา สอดคล้องเป็นภาพเดียวกัน นอกจากนี้ต้องเตรียมความพร้อมรองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งการทำสงครามแบบผสมผสาน (Hybrid Warfare) หรือการรบโดยใช้อากาศยานไร้คนขับ พร้อมเน้นย้ำให้ความสำคัญด้านการดูแลสวัสดิภาพและการพัฒนากำลังพลให้เท่าทันกับเทคโนโลยีและเน้นย้ำความสำคัญของการร่วมมือกับมิตรประเทศ ย้ำว่ากองทัพจะต้องให้ความสำคัญกับประโยชน์ที่ประเทศและประชาชนจะได้รับเป็นลำดับแรกเสมอ
ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ตั้งความคาดหวังว่า ต่อจากนี้ไปการปฏิบัติของกองทัพจะต้องมีการประเมินเพื่อให้เตรียมพร้อมรับภัยคุกคามล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ก้าว
นอกจากนี้ กองบัญชาการกองทัพไทย ยังได้เสนอแนวคิด “ระบบเฝ้าตรวจชายแดนอัตโนมัติ” ใน 2 พื้นที่คือ กองกำลังบูรพา จ.สระแก้ว และ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ในพื้นที่ที่ไม่สามารถสร้างรั้วชายแดนได้ ที่เป็นลำคลองหรือสันเขา ว่า จะเป็นเสาสัญญาณ กล้องวงจรปิด ใช้ถ่ายทอดเข้ามา ส่วนพื้นที่ จ.จันทบุรี เป็นพื้นที่ราบ สามารถสร้าง “หอตรวจการณ์” ให้กำลังพลขึ้นไปตรวจการณ์ได้ มีถนนตรวจการณ์ แต่พื้นที่ จ.สระแก้ว ที่เป็นป่ารกทึบ และมีแนวคลอง จึงเสนอเป็น “เสาสัญญาณ” ซึ่งทั้งคู่จะวางเป็นแนว เว้นระยะ 400 เมตร และมีกอง บก.ควบคุม
พลตรี วิทัย กล่าวอีกว่า กองบัญชาการกองทัพไทย ได้ขอการสนับสนุนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ด้านการสื่อสารที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข การสื่อสาร ผ่านการจัดหาระบบดาวเทียมวงโคจรต่ำมาก (Very Low Earth Orbit Satellite Communication System) ซึ่งมีวิถีวงโคจร 200 กิโลเมตรเหนือจากผิวโลก เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและแม่นยำในการสื่อสาร รวมทั้งการระบุแทร็กกิ้งและเคลื่อนไปกับกำลังรบได้ โดยระบบดาวเทียมวงโคจรต่ำ จะส่งผลดีทั้งในด้านที่ความหน่วงอากาศลดลง ทำให้การสื่อสารแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น ประกอบกับเครื่องรับสัญญาณสามารถพกพาได้สะดวก ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการต่อต้านภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และทั้ง 3 เหล่าทัพได้มีการพูดคุยกัน หากมีใช้ก็จะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและสนับสนุนซึ่งกันและกันทั้งระบบเรือ บกและอากาศ








