“ว่านค้างคาว” หรือ เนระพูสีไทย (Tacca chantrieri André) ไม้ล้มลุกในวงศ์ Dioscoreaceae ดรรชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ พบกระจายพันธุ์ตามป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้นทั่วทุกภาคของไทย ตลอดจนอินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ จีน พม่า ลาว เวียดนาม และคาบสมุทรมลายู ที่ระดับความสูงถึง 1,000 เมตร
พืชชนิดนี้มีใบรูปขอบขนาน หรือรูปใบหอกยาว 20–60 ซม. ปลายแหลม โคนเบี้ยว ก้านใบรวมกาบยาว 15–30 ซม. ช่อดอกยาวได้ถึง 70 ซม. มี 4–25 ดอก ใบประดับ 2 คู่ สีเขียวอ่อนอมม่วงถึงม่วงน้ำตาล คู่นอกยาวได้ถึง 6 ซม. คู่ในยาว 7–14 ซม. ใบประดับย่อย 5–25 อัน ยาว 10–25 ซม. กลีบดอกสีม่วงอมน้ำตาลยาว 0.5–1.2 ซม. ผลสดทรงขอบขนานแกมสามเหลี่ยม มีสันกลาง เมล็ดรูปคล้ายไต
“ว่านค้างคาว”มีชื่อสามัญคือ Bat flower และ Cat’s whiskers พร้อมชื่อเรียกท้องถิ่นหลากหลาย อาทิ กลาดีกลามูยี (มาเลย์-ปัตตานี), คลุ้มเลีย และว่านหัวฬา (จันทบุรี), ดีงูหว้า (ภาคเหนือ), ดีปลาช่อน (ตราด), นิลพูสี (ตรัง), เนระพูสีไทย (ภาคกลาง), มังกรดำ (กรุงเทพฯ), ม้าถอนหลัก (ชุมพร), ละเบ๊าะบูเก๊ะ (มาเลย์-ยะลา), ว่านค้างคาว (ทั่วไป) และว่านพังพอน (ยะลา) ปัจจุบันนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ การร่วมกันดูแลและปกป้องผืนป่าจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาพรรณไม้ไทยอย่างยั่งยืน








