นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้ง 22 จังหวัด เพื่อเตือนประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยานอกคันกั้นน้ำ ให้รับทราบสถานการณ์และติดตามข่าวสารเรื่องน้ำอย่างใกล้ชิดในระยะนี้
เนื่องจากการคาดการณ์ล่วงหน้า 3 วัน มีความเป็นไปได้ที่บริเวณหน้าเขื่อนเจ้าพระยาอาจต้องเพิ่มปริมาณการระบายน้ำไปอยู่ที่ 700-1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หากมีฝนตกเพิ่มเติม ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 50 เซนติเมตร ถึง 1.5 เมตร
หากปริมาณการระบายน้ำเกินกว่า 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะเริ่มส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำใน 6 อำเภอของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ อำเภอเสนา, ผักไห่, บางบาล, พระนครศรีอยุธยา, บางปะอิน และบางไทร อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การระบายน้ำยังคงอยู่ที่ระดับ 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สำหรับการบริหารจัดการน้ำทางตอนเหนือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ ในแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่าน รวมถึงเขื่อนกิ่วลมและเขื่อนกิ่วคอหมา ในลุ่มน้ำวัง ยังคงสามารถรองรับน้ำได้และไม่ได้เพิ่มปริมาณการระบายน้ำ แต่ยังต้องเฝ้าระวังปริมาณฝนที่จะตกในพื้นที่ท้ายเขื่อนอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ปริมาณน้ำที่ไหลมารวมกัน ณ สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นจุดรวมของแม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน ยังอยู่ในระดับปกติ โดยกรมชลประทานจะพยายามบริหารจัดการน้ำเพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านในให้ได้มากที่สุด
นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์น้ำ ณ สถานี C.2 นครสวรรค์ พบว่ามีความแตกต่างจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างสิ้นเชิง โดยปีนี้มีปริมาณน้ำน้อยกว่า และปัจจุบันมีการระบายน้ำเพียง 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนมีการระบายน้ำสูงถึง 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่คลองโพรงเพลง อำเภอบางบาล และอำเภอเสนาไปแล้ว แต่ในปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวยังไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด








