นายปรีชา สายทอง รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณีและโฆษกกรมทรัพยากรธรณี เปิดเผยถึงการถอดบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มในพื้นที่เนปาลและทิเบตว่า กรมทรัพยากรธรณีได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยเหตุการณ์มีปัจจัยเริ่มต้นจากแผ่นดินไหวขนาดประมาณ 5 ตามด้วยปัจจัยกระตุ้นในพื้นที่ภูเขาสูง ซึ่งมีธารน้ำแข็ง หรือกลาเซียร์เกิดการแตกหักและถล่มลงมา ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศเป็นหุบเขารูปตัววี หรือ V-shaped valley ทำให้มวลดิน น้ำ และเศษวัสดุเคลื่อนตัวลงมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง
นอกจากนี้ ยังมีลักษณะของเขื่อนดินธรรมชาติที่กีดขวางทางน้ำ เมื่อมวลจากธารน้ำแข็งและน้ำจำนวนมากไหลลงมาก็ยิ่งเพิ่มความรุนแรงของกระแสน้ำ ส่งผลให้น้ำบางพื้นที่มีระดับสูงถึงชั้น 3–5 ของอาคาร และหลังน้ำลด สิ่งที่ตามมาคือ ปัญหาโคลนถล่มและตะกอนจำนวนมากที่ต้องเร่งจัดการ
นายปรีชา กล่าวว่า บทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยคือ การเตรียมพร้อม การเฝ้าระวังและระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า เนื่องจากไม่สามารถย้ายชุมชนหรือบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงได้ทั้งหมด แต่สามารถลดความสูญเสียได้หากประชาชนรู้ว่าพื้นที่ของตนมีความเสี่ยงและมีการซักซ้อมแผนรับมืออย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่มีธารน้ำแข็งเหมือนพื้นที่ทางตอนเหนือของเนปาล แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่สามารถก่อให้เกิดสถานการณ์คล้ายกันได้ โดยเฉพาะฝนตกหนักเป็นเวลานาน หรือ Rain Bomb ซึ่งทำให้ดินอุ้มน้ำจนสูญเสียเสถียรภาพและเกิดดินถล่ม น้ำป่าไหลหลากและโคลนถล่มตามมา โดยกรณีอำเภอปัว จังหวัดน่าน ที่ผ่านมา มีปริมาณฝนประมาณ 300 มิลลิเมตรภายในคืนเดียว ซึ่งเป็นตัวอย่างของปัจจัยกระตุ้นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม กระจายอยู่ใน 54 จังหวัดทั่วประเทศ แบ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงระดับสูง ปานกลาง และต่ำ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงสูง กรมทรัพยากรธรณีอยู่ระหว่างดำเนินการติดตั้งเครื่องมือสำหรับตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงของมวลดิน เพื่อช่วยตรวจจับสัญญาณผิดปกติ เช่น การเอียงเทของพื้นที่ หรือการเคลื่อนตัวของชั้นดินในลักษณะ Creep ก่อนส่งสัญญาณแจ้งเตือนมายังหน่วยงานและชุมชน
โฆษกกรมทรัพยากรธรณี ย้ำว่า การเฝ้าระวังไม่ได้พึ่งพาเพียงเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ประชาชนสามารถสังเกตสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติได้ด้วย โดยเฉพาะเมื่อพบว่าน้ำในลำน้ำหรือลำห้วยมีการเปลี่ยนสีผิดปกติ หรือได้ยินเสียงดังผิดปกติจากบริเวณต้นน้ำ อาจเป็นสัญญาณว่ามีมวลดินหรือวัสดุจำนวนมากกำลังเคลื่อนตัวลงมา ซึ่งควรรีบแจ้งเตือนคนในชุมชนและอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง
ขณะเดียวกัน ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ควรเตรียมสิ่งของจำเป็นและทรัพย์สินสำคัญไว้ในที่สูง เมื่อได้รับการแจ้งเตือนควรปฏิบัติตามทันที เพราะน้ำป่าอาจไหลหลากอย่างรวดเร็ว โดยหลังน้ำลดแล้วอาจยังมีปัญหาโคลนถล่มและมวลดินตกค้างตามมา จึงต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง รวมถึงต้องประเมินว่ามวลน้ำจะเคลื่อนตัวไปยังพื้นที่ปลายน้ำใด เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ต่อเนื่องเป็นลำดับ
นายปรีชายังยกตัวอย่างการรับมือในพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน ซึ่งเครือข่ายป้องกันภัยดินถล่มของกรมทรัพยากรธรณีและอาสาสมัครในพื้นที่ได้รับข้อมูลจากเครื่องวัดน้ำฝนและสามารถแจ้งเตือนชุมชนได้ตั้งแต่ช่วงประมาณ 04.00 น. ก่อนเกิดน้ำป่าไหลหลาก ถือเป็นตัวอย่างของการเตรียมพร้อมและการมีเครือข่ายในพื้นที่ที่ช่วยลดผลกระทบได้
ส่วนแนวทางการพัฒนาในอนาคต กรมทรัพยากรธรณีอยู่ระหว่างพัฒนา โมเดล API Model ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมุ่งพัฒนาระบบจากข้อมูลเครื่องวัดมวลดินและเครื่องมือเฝ้าระวังต่างๆ ให้สามารถครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญในปัจจุบันคือ ราคาของเครื่องมือที่ยังอยู่ในระดับสูง จึงอยู่ระหว่างศึกษาวิธีลดต้นทุน รวมถึงการนำอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีอื่นมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้สามารถติดตั้งเครื่องมือได้จำนวนมากขึ้น เพราะยิ่งมีเครือข่ายตรวจวัดที่หนาแน่นมากเท่าใด การประเมินสถานการณ์ การคาดการณ์ และการแจ้งเตือนภัยก็จะมีความแม่นยำมากขึ้น
นายปรีชา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระยะยาว การป้องกันภัยต้องดำเนินควบคู่กันทั้งด้านเทคโนโลยี การสร้างเครือข่ายเฝ้าระวัง และการปรับตัวของประชาชน โดยเฉพาะการไม่รุกล้ำลำน้ำ หลีกเลี่ยงการตั้งบ้านเรือนในพื้นที่หุบเขาหรือพื้นที่เสี่ยง และการออกแบบอาคารให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้ำหลาก บ้านอาจต้องยกพื้นสูงเพื่อให้น้ำสามารถไหลผ่านได้ สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่าอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ต้องมีการซักซ้อม มีการแจ้งเตือน มีการสังเกตและช่วยเหลือป้องกันตัวเองก่อน ขณะเดียวกันต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวอยู่กับธรรมชาติ เพื่อให้สามารถลดความสูญเสียจากภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้








