มท.4 แถลงผลการเพิกถอนบรรจุ 5,925 ราย กรณีทุจริตสอบท้องถิ่น พร้อมเดินหน้าดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญา และเร่งคืนความเป็นธรรมแก่ผู้สอบ

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีผลการเพิกถอนการบรรจุผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยมีนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และนายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมชี้แจง

การแถลงในวันนี้แบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก ได้แก่ ช่วงก่อนเกิดเหตุทุจริต และช่วงหลังตรวจพบเหตุทุจริตพร้อมแนวทางแก้ไขปัญหา โดยในช่วงแรก เมื่อต้นปี 2567 มีการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อหาผู้รับจ้างจัดการสอบ ซึ่งในครั้งแรกมหาวิทยาลัยบูรพาได้รับการประกาศเป็นผู้ชนะ แต่ก่อนการลงนามสัญญา ได้มีภาคประชาชนจากจังหวัดศรีสะเกษเดินทางมาร้องเรียนเรื่องความไม่ชอบมาพากลและการเรียกรับผลประโยชน์

กระทรวงมหาดไทยจึงประสานหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้แก่ ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ บก.ปปป. มาร่วมวางแนวทางป้องกัน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อตรวจสอบการสอบทุกขั้นตอน ต่อมาคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเสนอ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ขอให้ใช้ผลสอบภาค ก ของ ก.พ. เพิ่มมาตรการป้องกันการทุจริต และให้ภาคีเครือข่ายร่วมตรวจสอบทุกขั้นตอน ซึ่ง กสถ. มีมติเห็นชอบตามแนวทางเพิ่มมาตรการและดึงภาคีเครือข่ายเข้ามาร่วมตรวจสอบ

การปรับเพิ่มมาตรการดังกล่าวทำให้กระบวนการสอบและกรอบงบประมาณเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่สามารถใช้สัญญาเดิมได้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจึงหารือไปยังกรมบัญชีกลางและได้รับคำตอบว่าสามารถดำเนินการได้ จึงนำไปสู่การยกเลิกสัญญากับมหาวิทยาลัยเดิม ทั้งนี้ การยกเลิกสัญญาไม่ได้เกิดจากคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือฝ่ายการเมืองตามที่มีการกล่าวอ้าง แต่เป็นอำนาจของ กสถ. และคณะกรรมการตามขั้นตอน

ต่อมาได้เปลี่ยนมาใช้วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ที่เปิดกว้าง โดยเปิดรับสมัครผู้สอบก่อนเพื่อทราบจำนวนที่แน่นอนสำหรับกำหนดราคากลาง เพื่อไม่ให้รัฐเสียประโยชน์ มีการสืบราคากลางจากหลายสถาบัน และผลการประมูลปรากฏว่ามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ชนะการประกวดราคา แม้จะมีการยื่นอุทธรณ์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ แต่คณะกรรมการวินิจฉัยของกรมบัญชีกลางมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ จึงยืนยันให้ มศว. เป็นผู้รับจ้าง

หลังจากจัดการสอบเสร็จสิ้นและตรวจพบการทุจริตเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2567 ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคีตาม MOU ตั้งแต่ปี 2567 ได้เข้าตรวจสอบทันที โดยการทำงานแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ป.ป.ช. รับผิดชอบคดีทุจริตหลัก เจ้าหน้าที่ตำรวจมุ่งสืบสวนจับกุมขบวนการนายหน้าเรียกรับเงินหลอกลวงประชาชนรายวัน และกระทรวงมหาดไทยดำเนินการด้านการบริหาร ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและสอบวินัยร้ายแรง

ผลการตรวจสอบพบผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนสอบให้ผ่านเกณฑ์จำนวน 5,925 คน กสถ. จึงประกาศผลสอบใหม่ และสั่งการให้ ก.จังหวัด และ อปท. ทั่วประเทศ ดำเนินการถอดถอนผู้ที่บรรจุไปแล้วให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2567 ซึ่งปัจจุบันถอดถอนเสร็จสิ้นครบถ้วนแล้ว

สำหรับมาตรการดำเนินงานต่อไป กำหนดแนวทางไว้ ได้แก่ การส่งข้อมูลผู้กระทำผิดให้ 5 หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ปปง. DSI และ บก.ปปป. ดำเนินคดีอาญา การแจ้งรายชื่อผู้แก้ไขคะแนนไปยังหน่วยงานจัดสอบภาครัฐทุกแห่งเพื่อเฝ้าระวัง การหารือร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อเรียกคืนเงินเดือนและสิทธิประโยชน์จากผู้ถูกถอดถอน การชะลอการจ่ายค่างวดงานงวดสุดท้ายให้แก่ มศว. พร้อมปรึกษาอัยการสูงสุดเรื่องความรับผิดชอบใน 3 งวดแรกที่จ่ายไปแล้ว รวมถึงการตั้งทีมสนับสนุนทางกฎหมายระดับจังหวัดเพื่อช่วยเหลือ อปท. หากถูกฟ้องร้อง

นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอจับตาไม่ให้ อปท. นำผู้ถูกถอดถอนกลับไปทำสัญญาจ้างเหมาบริการ โดยจะมีหนังสือสั่งการให้ชะลอการจ้างบุคคลกลุ่มนี้ไว้ก่อน

ส่วนการคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้สอบได้ตัวจริง ทั้งกลุ่มที่บรรจุไปแล้วแต่เสียสิทธิ์ในการเลือกลำดับพื้นที่ และกลุ่มที่อยู่ระหว่างรอขึ้นบัญชีเรียกบรรจุ กระทรวงมหาดไทยจะเสนอ ก.กลาง ปรับแก้หลักเกณฑ์การโอนย้ายให้รวดเร็วขึ้น คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ และเมื่อทราบตำแหน่งว่างที่ชัดเจน จะดำเนินการเรียกบรรจุผู้สอบได้ตัวจริงจากบัญชีทดแทนให้ครบถ้วนภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อรักษาประโยชน์และความเป็นธรรมแก่ผู้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง

นายวรศิษฎ์ ยืนยันถึงความจริงจังของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริต พร้อมชี้แจงว่า คำว่า “ปิดจ็อบ” ของอธิบดี เป็นเพียงการปิดขั้นตอนการบริหารจัดการบัญชีผู้สอบและการถอดถอนผู้ทุจริตออก ไม่ใช่การยุติการดำเนินคดีอาญา โดยทั้ง ป.ป.ช. และตำรวจยังคงเดินหน้าสืบสวนขยายผลเพื่อเอาผิดผู้บงการและผู้เกี่ยวข้องทุกคน ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งระดับสูงเพียงใด ทั้งระดับ C10, C11 หรือสูงกว่านั้น จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาจนถึงที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง