“พลโท อดุลย์” พัฒนากำลังพลสู่ยุค AI–Digital รู้เท่าทันสื่อ–ภัยไซเบอร์ ยกระดับการป้องกันประเทศในมิติดิจิทัล

พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดโครงการ “ความร่วมมือสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ เสริมพัฒนาศักยภาพกําลังพลด้านปัญญาประดิษฐ์” ในกิจกรรมความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA โดยมี นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS นางสาวไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ DGA พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนจากทั้ง 3 หน่วยงานเข้าร่วม โดยความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพกำลังพลและครอบครัวให้มีความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัญญาประดิษฐ์ โดยมุ่งเสริมทักษะความฉลาดรู้ด้านดิจิทัล (Digital Literacy) ความฉลาดรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) ตลอดจนสร้างภูมิคุ้มกันต่อภัยไซเบอร์ เพื่อวางรากฐานการพัฒนา “กำลังพลดิจิทัล” และยกระดับการป้องกันประเทศในมิติดิจิทัล หรือ Digital Defense อย่างเป็นรูปธรรม

กระทรวงกลาโหมยังเตรียมขยายผลกิจกรรมไปยังหน่วยทหารในพื้นที่ทั้ง 4 ภาค ครอบคลุมกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เพื่อให้กำลังพลสามารถนำองค์ความรู้และทักษะด้านดิจิทัลและ AI ไปประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติภารกิจได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย พร้อมกล่าวว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ที่เข้ามามีบทบาทตั้งแต่การทำงาน การบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงกระบวนการตัดสินใจและมิติด้านความมั่นคงของประเทศ AI สามารถช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานและเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์สถานการณ์ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความท้าทายและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งการโจมตีทางไซเบอร์ การบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร และความเสี่ยงจากการที่เทคโนโลยีสามารถเข้าถึงหรือประมวลผลข้อมูลด้านความมั่นคงได้ละเอียดมากขึ้น จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังพลให้มีทั้งองค์ความรู้ ทักษะวิชาชีพ และความสามารถในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Organization) และ องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI-Driven Organization) อย่างไรก็ตาม เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการทำให้กำลังพล “รู้จัก AI” แต่ต้องสามารถ “ใช้ AI เป็น รู้เท่าทันภัยไซเบอร์ และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง” โดยต้องใช้อย่างมีวิจารณญาณ ควบคู่กับคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบ กฎหมาย และหลักความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

พลโท อดุลย์ ยกตัวอย่างว่า ปัจจุบันเครื่องมือ AI เช่น ChatGPT ที่สามารถรวบรวมและประมวลผลข้อมูลที่เปิดเผยอยู่บนโลกออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งข้อมูลเกี่ยวกับขีดความสามารถทางทหารหรือยุทโธปกรณ์ของประเทศต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นว่าในอนาคต “ข้อมูล” จะยิ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงมากขึ้น หน่วยงานด้านความมั่นคงจึงต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลองค์กร หรือข้อมูลสำคัญของประเทศ เพราะข้อมูลถือเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าและอาจถูกนำไปใช้สร้างความได้เปรียบได้ นอกจากนี้ เทคโนโลยี AI ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับระบบอากาศยานไร้คนขับหรือโดรน ระบบตรวจจับและจดจำเป้าหมาย ตลอดจนระบบอัตโนมัติทางทหาร ซึ่งหากใช้งานโดยปราศจากจริยธรรม การกำกับดูแล และความรับผิดชอบ อาจนำไปสู่ความเสียหายและผลกระทบต่อสังคมได้ จึงจำเป็นที่กำลังพลต้องเข้าใจทั้ง “ศักยภาพ” และ “ข้อจำกัด” ของเทคโนโลยีควบคู่กันไป ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงกลาโหมต้องการสร้างจึงไม่ใช่เพียงทักษะทางเทคโนโลยี แต่คือ “อาวุธทางปัญญา” ให้แก่กำลังพล เพื่อให้สามารถคิด วิเคราะห์ ไตร่ตรอง และนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจ พร้อมรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ พลโท อดุลย์ ยังให้ความสำคัญกับภัยคุกคามที่มาจากสื่อออนไลน์และการรู้เท่าทันสื่อ โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูล ข่าวสาร ความคิดเห็น และอารมณ์ความรู้สึกสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จนบางครั้งประชาชนอาจ “เชื่อความเห็นมากกว่าข้อเท็จจริง” กำลังพลจึงต้องมีทักษะ สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น ตรวจสอบความน่าเชื่อถือและแหล่งที่มาของข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลก่อนตัดสินใจ และยึดหลัก “คิดก่อนคลิก คิดก่อนเชื่อ คิดก่อนแชร์” เพื่อไม่ให้ตนเองตกเป็นเป้าหมายของภัยไซเบอร์ หรือกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ขณะเดียวกัน การสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย มีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกองทัพ แม้ปัจจุบันประชาชนยังมีความเชื่อมั่นต่อทหารไทยในระดับสูง แต่ในยุคที่ข้อมูลแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การกระทำที่ไม่เหมาะสมของกำลังพลเพียงบางคนก็อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กรโดยรวมได้ กำลังพลทุกคน
จึงต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบทั้งในการปฏิบัติหน้าที่และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ อีกทั้งยังแสดงความห่วงใยต่อการใช้ AI ในภาคการศึกษา โดยเฉพาะกรณีที่เด็กและเยาวชนอาจพึ่งพาเครื่องมือ AI ในการทำงานหรือทำการบ้านโดยขาดกระบวนการคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้ด้วยตนเอง สถาบันการศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคนให้มีทักษะสอดคล้องกับโลกอนาคต และต้องสร้างความเข้าใจว่าการใช้ AI ควรเป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มศักยภาพ ไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาทดแทนการคิดและการเรียนรู้ของมนุษย์ พร้อมย้ำว่า การรับมือภัยคุกคามในยุคดิจิทัลไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชน เพื่อสร้างทั้งองค์ความรู้ ภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล และวัฒนธรรมการใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ การพัฒนาเทคโนโลยีต้องดำเนินควบคู่กับการรักษา “ความสัมพันธ์ในครอบครัว” แม้ AI และ Social Media จะทำให้ผู้คนเชื่อมต่อกับโลกได้สะดวกขึ้น แต่ต้องไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีกลายเป็นสิ่งที่สร้างระยะห่างระหว่างคนในครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน
ซึ่งการติดต่อสื่อสารกับคนที่รักถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างขวัญและกำลังใจ พร้อมกล่าวว่า “เราใช้ AI เพื่อทำงาน
ให้เก่งขึ้นได้ ใช้โทรศัพท์เพื่อเชื่อมต่อกับโลกได้ แต่ต้องไม่ลืมใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กับคนที่เรารัก เพราะครอบครัวคือกำลังใจสำคัญของกำลังพล โดยเฉพาะผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน”

ในโอกาสนี้ได้ขอบคุณ AIS ที่ให้การสนับสนุนกระทรวงกลาโหมทั้งด้านการพัฒนาทักษะดิจิทัลและการดูแลขวัญกำลังใจของกำลังพล โดยเฉพาะการสนับสนุนระบบโทรศัพท์สำหรับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน จำนวน 30,000 ระบบ เพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสารกับครอบครัว รวมถึงความร่วมมือในครั้งนี้ที่จะช่วยยกระดับทักษะด้าน AI ดิจิทัล และการรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ให้แก่กำลังพล

ด้านนางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS กล่าวว่า ความพร้อมของประเทศไทยในยุค AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของ “คน” ที่สามารถเข้าใจ ใช้งาน และนำ AI ไปสร้างประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น AIS โดย AIS Academy จึงให้ความสำคัญกับการ Upskill และ Reskill เพื่อให้คนไทยสามารถ “ใช้ AI เป็น รู้เท่าทัน และใช้งานอย่างปลอดภัย” โดยความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหมและ DGA จะช่วยวางรากฐานกำลังพลดิจิทัล และสร้าง AI Skills Ecosystem ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน นางสาวไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ DGA กล่าวว่า หัวใจของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “คน” โดย DGA ผ่านสถาบันพัฒนาบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล (TDGA) สนับสนุนหลักสูตร Digital Government Skills ทั้งด้าน AI Literacy การบริหารจัดการข้อมูล และจริยธรรม AI เพื่อช่วยปิดช่องว่างด้านทักษะ และสร้างความพร้อมให้บุคลากรสามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้กับการทำงานได้จริง โดยความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นอีกก้าวหนึ่งของการขับเคลื่อนกระทรวงกลาโหมสู่ AI-Ready Defense ด้วยการ “ติดอาวุธทางปัญญา” ให้แก่กำลังพลอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ พลโท อดุลย์ ยังย้ำว่า แม้เทคโนโลยีจะมีทั้งข้อดีและความเสี่ยง แต่ไม่สามารถปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้ สิ่งสำคัญคือการทำให้กำลังพลและประชาชนมีความรู้เท่าทัน สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ และไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีกลายเป็นต้นเหตุของปัญหา ดังนั้น ความมั่นคงในโลกยุคใหม่จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มต้นจาก “คน” ที่มีความรู้ ใช้เทคโนโลยีเป็น รู้เท่าทันข้อมูลและภัยคุกคาม มีคุณธรรม จริยธรรม และวิจารณญาณ ตลอดจนสามารถนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจ โดยไม่สูญเสียความสัมพันธ์และความผูกพันระหว่างมนุษย์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง