“ศุภจี-พลพีร์” ผนึกกำลังกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทย ยกระดับปราบปรามนอมินี ตั้งทีมทำงานร่วมถาวร เชื่อมฐานข้อมูล ตรวจสอบย้อนหลังแม้มีการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะผู้บริหารจากทั้ง 2 หน่วยงาน เข้าร่วมประชุมเพื่อยกระดับการปราบปรามนอมินี ทั้งกรณีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติในการประกอบธุรกิจ และการใช้คนไทยถือครองที่ดินแทนชาวต่างชาติ

ที่ประชุมกำหนดให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการปกครองและกรมที่ดิน เชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน โดยใช้ฐานข้อมูลร่วมในการตรวจสอบ พร้อมอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่องทุกเดือน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบความเชื่อมโยงตั้งแต่การจดทะเบียนบริษัท การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น บุคคลที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการถือครองที่ดิน

หัวใจสำคัญคือการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะโครงสร้างบริษัทที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากหลังรัฐบาลเดินหน้าปราบปรามนอมินีอย่างจริงจัง พบความเคลื่อนไหวของบริษัทบางแห่งที่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น โดยเพิ่มสัดส่วนผู้ถือหุ้นคนไทยให้มากขึ้น เพื่อให้โครงสร้างบนเอกสารเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดและหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบ

นายพลพีร์ กล่าวว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ก็สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ โดยในการประชุมได้ขอความร่วมมือจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ส่งข้อมูลการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นย้อนหลัง โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสาวกลับไปตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริษัท

“ขออย่าให้คนไทยกังวล หลังจากที่พูดคุยในที่ประชุมวันนี้ มีการขอความร่วมมือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ส่งข้อมูลการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นย้อนหลัง โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว”

การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญทั้งการปกป้องธุรกิจของคนไทยและผู้ประกอบการที่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ให้เสียเปรียบกลุ่มทุนที่อาศัยช่องทางนอมินี และปกป้องที่ดินของประเทศไทยไม่ให้ถูกชาวต่างชาติครอบครองผ่านบุคคลหรือนิติบุคคลที่ทำหน้าที่ถือแทน

ทุกกรณีที่ตรวจพบการกระทำความผิดจะไม่จบเพียงบุคคลหรือบริษัทที่ปรากฏชื่ออยู่ในปัจจุบัน แต่เจ้าหน้าที่จะสาวย้อนหลังและขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงสำนักงานบัญชี บริษัทกฎหมาย หรือผู้ที่มีส่วนช่วยในการจัดตั้งและจดทะเบียนบริษัท หากตรวจพบว่ารู้เห็นหรือมีส่วนร่วมกับการกระทำความผิด ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกัน หากการตรวจสอบพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้ชาวต่างชาติกระทำผิดกฎหมาย ก็จะต้องถูกตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น

หลังจากนี้ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทยจะจัดตั้งทีมทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงปฏิบัติการเฉพาะกิจ โดยจะเชื่อมการทำงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการปกครอง และกรมที่ดิน ให้ข้อมูลด้าน “บริษัท-บุคคล-ที่ดิน” สามารถนำมาตรวจสอบไขว้และขยายผลถึงกันได้ เพื่อปิดช่องว่างการใช้นอมินีทั้งในการประกอบธุรกิจและการถือครองที่ดินของไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง