การอภิปรายงบประมาณวานนี้เป็นวันที่ 2 การพิจารณา มาตรา 18 กระทรวงพลังงาน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายลดปรับลดงบประมาณลงร้อยละ 10 เนื่องจากเห็นว่าอุ้มผู้ประกอบการมากกว่าประชาชน พร้อมทวงถามถึงยุทธศาสตร์และทิศทางการควบคุมราคาน้ำมันดีเซลที่เหมาะสมของกระทรวงพลังงาน เพราะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ประชาชน การบริหารจัดการและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก 70 สตางค์ หรือลิตรละเกือบ 40 บาท พร้อมยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น ที่สามารถควบคุมราคาได้อย่างมีเสถียรภาพและราคาถูกกว่าไทยในช่วงตั้งแต่สงครามตะวันออกกลาง ไม่เพียงแค่ดีใจที่สามารถดึงกำไรจากโรงกลั่นได้กว่า 17,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันทวงถามว่าสามารถจับกุมการทุจริตน้ำเงินกองทุนน้ำมันไปช่วยผู้ประกอบการรายใหญ่และคลังน้ำมันที่โรงกลั่นปทุมธานีหายไปก่อนปรับขึ้นราคา 6 บาทได้หรือไม่ เพราะเท่าที่ติดตามมา 6 เดือนยังไม่สามารถจับใครได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอปรับลดงบประมาณลงร้อยละ 10 เนื่องจากเห็นว่าฝ่ายนโยบายไม่ได้ทำหน้าที่ดีเพียงพอในการปกป้องผลประโยชน์ประชาชนและประเทศ โดยเฉพาะราคาน้ำมันและค่าไฟที่แพง แม้วิกฤตพลังงานไม่ได้เริ่มต้นจากรัฐบาลหรือภายในประเทศ แต่เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้บริหารอย่างจริงจัง จึงต้องใช้งบประมาณสูงในการเยียวยาเพื่อรักษากำลังซื้อของประชาชน และตนรู้สึกผิดหวังที่รัฐมนตรีพลังงานระบุจะมีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่และพร้อมให้กลุ่มทุนพลังงาน แบกรับภาระกับการที่รัฐบาลจะมาช่วยเหลือประชาชนครั้งแรก แต่ผ่านมาครึ่งปีไม่มีความชัดเจนเรื่องของโครงสร้าง แม้จะดึงเงินจากโรงกลั่นมาหมื่นกว่าล้านบาท แต่ก็ยังใช้สูตรกำไรของโรงกลั่นต้องไม่ลดลง หรืออยู่ที่ระดับ 2 บาท ขณะที่ประชาชนต้องแบกรับภาระสูงมาก เหตุใดจึงยังคงใช้หลักนี้ ไม่คิดว่ากลุ่มทุนต้องมาเฉลี่ยทุกเฉลี่ยสุขกับประชาชน ทำให้ภาระของกองทุนน้ำมันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีหนี้เพิ่มขึ้นต่อไปรัฐบาลอาจออกกฎหมายค้ำประกันส่งผลกระทบกันเงินการคลัง ซึ่งเห็นว่าเป็นข้อบกพร่องที่ชัดเจน ขณะที่ค่าไฟ ในภาวะที่ราคาก๊าซผันผวนจำเป็นต้องปรับสูตรค่าไฟ แต่ก็ยังไม่เป็นรูปธรรม อีกทั้งไม่มีนโยบายดำเนินการที่ยั่งยืน ท้ายที่สุดคนที่แบกรับภาระคือประชาชน นอกจากนี้ยังเห็นว่าหน้าที่สำคัญของกระทรวงพลังงานคือการเปลี่ยนผ่าน จะผ่านการอภิปรายงบประมาณ 200,000 ล้านของ พ.ร.ก.กู้เงินและมีความซ้ำซ้อนอีก 10,000 ล้านในงบกลาง ถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีแผนที่ชัดเจนว่าโครงการสามารถทำได้จริง ไม่มีความซ้ำซ้อน เมื่อพิจารณารวมกับหน้าที่ของกระทรวงพลังงานในการวางแผนให้กับประเทศที่เกี่ยวข้องกับนโยบายอื่นๆเช่นกรณี data center จึงมองไม่เห็นว่านโยบายหรือยุทธศาสตร์ที่อยู่ในงบประมาณหรือแผนงานกระทรวงพลังงานคืออะไร ตนไม่เชื่อว่าหากปล่อย data center แล้วการเปลี่ยนผ่านพลังงาน net zero ทำได้ตามเป้าหมาย แต่ก็ยังไม่เห็นเงื่อนไขการบังคับใช้พลังงานสะอาด ทำให้ตนไม่สามารถยอมรับได้ว่าการจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานที่ไม่มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์นโยบายเพื่อให้ประชาชนมองเห็นอนาคต อีกทั้งการบริหารน้ำมัน ไฟและพลังงานสะอาด ที่สุดประชาชนแบกภาระมากที่สุด ไม่ตรงปกที่ประกาศจะเกิดการปฏิรูปครั้งใหญ่หรือทำให้คนที่มีกำไรมาเฉลี่ยทุกข์สุขกับประชาชน
นายบุญลือ ประเสริฐโสภา สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ชี้แจงภาพรวมงบประมาณกระทรวงพลังงานว่าได้รับงบประมาณ 2,200 ล้านบาทเศษ น้อยกว่าปีที่ผ่านมา 500 ล้านบาท ซึ่งภาพรวมมีการปรับลดทุกกระทรวง พร้อมชี้แจงกรณีตู้อบกล้วยแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งภูมิภาคได้ร้องขอมายังกระทรวงพลังงานมีการสนับสนุนเทคโนโลยีให้กับ 56 จังหวัด โซลาร์น้ำขนาด 3,060 วัตต์ ให้ 10 จังหวัด โซลาร์สูบน้ำขนาด 1 แรงม้าให้กับ 36 จังหวัด ใช้งบประมาณ 12 ล้านบาท ตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 2 คูณ 2 เมตร 51 จังหวัด 351 ตู้ งบประมาณ 8,780,000 กว่าบาท หน่วยงานยืนยันเป็นงบประมาณที่น้อย เกิดประโยชน์สูงสุด ใช้เม็ดเงินคุ้มค่า
จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบ งบประมาณของกระทรวงพลังงานตามที่มีการแก้ไข ด้วยคะแนน275 เสียง ไม่เห็นด้วย 118 เสียง
จากนั้นเป็นการพิจารณามาตรา 19 กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานในกำกับ มีการแก้ไข และมีผู้สงวนคำแปรญัตติ โดยใช้เวลาในการอภิปรายประมาณ 50นาที ก่อนที่ประชุมเห็นชอบด้วยมติ 274 เสียง ไม่เห็นด้วย 115 เสียง งดออกเสียง 52 เสียง จากนั้นประธานในที่ประชุมปิดการประชุมในเวลา 00.40 น.








