นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวช่วงหนึ่งของงานเปิดตัวโครงการ สินเชื่อ AI นกกระซิบ ว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ประกอบการรายย่อย และเอสเอ็มอีให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น โดยนำข้อมูลยอดขายที่เกิดขึ้นจริงจากการทำธุรกิจมาใช้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการพิจารณาสินเชื่อ
ที่ผ่านมา มาตรการไทยช่วยไทย พลัส มีส่วนช่วยด้านกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการรายย่อยและเอสเอ็มอีได้เป็นอย่างดี แต่การช่วยให้ขายได้ดีขึ้นในวันนี้ยังไม่เพียงพอ รัฐบาลต้องการช่วยให้ผู้ประกอบการแข่งขันได้ดีขึ้นในวันพรุ่งนี้ด้วย หนึ่งในเครื่องมือสำคัญ คือ AI นกกระซิบ ซึ่งเปิดให้บริการมา 3 เดือน ช่วยให้ผู้ประกอบการนำข้อมูลของตัวเองมาใช้ในการบริหารธุรกิจได้ดีขึ้น เช่น วิเคราะห์ยอดขาย ดูแนวโน้มรายได้ วางแผนธุรกิจ และเปรียบเทียบผลประกอบการกับร้านค้าใกล้เคียงหรือร้านประเภทเดียวกัน
ก้าวต่อไป คือการนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้แก้ปัญหาสำคัญที่ผู้ประกอบการจำนวนมากเผชิญ คือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากผู้ประกอบการหลายรายมีรายได้จริง มีลูกค้าจริง และมียอดขายจริง แต่ยังคงมีข้อจำกัดในการจัดทำเอกสารหรือแสดงข้อมูลทางการเงินในรูปแบบที่สถาบันการเงินใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อทำให้ถึงแม้ธุรกิจมีศักยภาพ แต่ข้อมูลที่สามารถพิสูจน์ศักยภาพนั้นยังไม่เพียงพอ
โครงการสินเชื่อ AI นกกระซิบ จึงเข้ามาช่วยลดช่องว่างนี้ โดยการนำรายงานยอดขายที่เกิดขึ้นจริงจากการประกอบธุรกิจ มาใช้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการประเมินศักยภาพของผู้ประกอบการ เพื่อให้การยื่นขอสินเชื่อสะดวกและมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้มากขึ้น โดย AI นกกระซิบ จะเป็นผู้ช่วยฟรี ๆ ในแอปพลิเคชันถุงเงินบนมือถือ เพียงเข้าไปกดวิเคราะห์ยอดขาย อยากได้สินเชื่อไม่ต้องไปดูป้ายเงินด่วนตามเสาไฟฟ้าแล้ว แต่ไปกดขอสินเชื่อบนแอปได้เลย
นายเอกนิติ กล่าวถึงกรณี ที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประสิทธิผลของโครงการคนละครึ่ง พลัส ที่พบว่าร้านค้ากลุ่ม top20 สามารถดึงดูดเม็ดเงินจากโครงการไปได้ 70-80% ว่า ประเด็นนี้ยังต้องมีการวิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดมากขึ้น แต่หากพิจารณาเบื้องต้น ร้านค้าที่ดึงดูดเม็ดเงินจากโครงการได้มากขึ้น เพราะร้านค้าขายเป็น สามารถขายออนไลน์ได้ จึงทำให้ดึงดูดยอดขายได้มากขึ้นหากต้องการให้ร้านค้าขนาดเล็ก ร้านค้ารายย่อยเติบโตขึ้น จำเป็นต้องรีบสอนให้ร้านค้าเหล่านั้นขายเป็นและขายเก่งขึ้น
นายเอกนิติ กล่าว “จากสิ่งที่เคยพิสูจน์มาจากโครงการคนละครึ่ง พลัส พบว่า ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 500-600% และแม้จะจบโครงการไปแล้ว แต่ด้วยที่เคยมีโครงการอัพสกิล รีสกิล ช่วยสอนเรื่องการขายออนไลน์ ทำให้ร้านค้าเหล่านั้นยังมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกราว 200% สะท้อนว่าภาพรวมร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการยังมีรายได้เพิ่มขึ้น ดังนั้นวันนี้อยากให้มองว่าโครงการที่รัฐบาลดำเนินการนี้ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ร้านค้าขายเก่ง และรวยขึ้น ขณะที่ในมุมของภาพรวมเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลจะพยายามทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น เพื่อให้พ่อค้าแม่ขายมียอดขายดีขึ้นตามไปด้วย”








