ยศชนัน นำเทคโนโลยี AI กล้องตรวจจับความร้อนและ โดรน เฝ้าระวังไฟป่าเรียลไทม์ รับมือซูเปอร์เอลนีโญ

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่เป็นประธานเปิดเวที “ถอดบทเรียนและพัฒนายุทธศาสตร์ภัยพิบัติและฝุ่นควันภาคเหนือ จากบทเรียนหน้างานสู่นโยบายที่ทำได้จริง” ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมรับมอบข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการป้องกันและจัดการฝุ่น PM2.5 จากภาคประชาชน ท้องถิ่น นักวิชาการและภาคีเครือข่าย เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนเป็นนโยบายที่เกิดผลจริง

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า อากาศเป็นของทุกคน ไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งและไม่ใช่เวทีหาเสียง ปัญหาฝุ่นควันที่เรื้อรังกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ เศรษฐกิจและสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของประชาชน รัฐบาลจึงยึดหลัก “ทำไป ฟังไป ปรับไป” คือเดินหน้ามาตรการที่เริ่มแล้วต่อทันที ควบคู่กับการรับฟังข้อมูลจริงจากหน้างานเพื่อปรับให้ตรงจุด สำหรับด้านการเฝ้าระวังไฟป่า กระทรวง อว. ได้นำกล้องถ่ายภาพความร้อน (Thermal Machine Vision) มาติดตั้งเป็นเครือข่ายสถานีลาดตระเวนตรวจจับไฟป่าอัตโนมัติเป็นครั้งแรก เทคโนโลยีนี้พัฒนาโดยนักวิจัยและวิศวกรของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งใช้คลื่นอินฟราเรด และระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์ภาพและทำงานเชื่อมโยงกับข้อมูลดาวเทียม เพื่อแจ้งผู้รับผิดชอบพื้นที่ให้เข้าควบคุมไฟได้ก่อนลุกลาม โดยกระทรวง อว. จะดำเนินการ ติดตั้งกล้องดังกล่าวให้ได้อย่างน้อย 35 สถานีก่อนฤดูฝุ่นปี 2570 /ในปี 2570 กระทรวง อว. จะจัดตั้ง War Room ไฟป่า รายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และเปิดข้อมูลทั้งหมดเป็น Open Data ให้ประชาชนเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้เต็มที่

นอกจากนี้ยังมีการใช้โดรนติดกล้องตรวจจับความร้อนเสริมการลาดตระเวนในพื้นที่ป่า เพื่อให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครเข้าถึงจุดเกิดเหตุได้รวดเร็วและดับไฟได้ตั้งแต่ต้น ก่อนขยายวงกว้างจนเกิดหมอกควัน

สำหรับวิกฤตฝุ่นละอองที่จะเริ่มทวีความรุนแรงในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์และปีนี้อาจรุนแรงกว่าปกติจากสภาวะซูเปอร์เอลนีโญ กระทรวง อว. จึงเร่งเดินหน้าทั้งมาตรการเฉพาะหน้าและระยะยาว ทั้งการติดตั้งห้องปลอดฝุ่นครบวงจร ส่งเสริมลดการเผา ด้วยการชูแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในโครงการ “ลดเผา เป๋าตุง”

ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำด้วยว่า แม้การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยการทำงานข้ามกระทรวงและใช้เวลาต่อเนื่อง แต่ทุกคนต้องไม่ท้อถอย เพื่อคืนอากาศสะอาดและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง