นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์กรณีสภากรุงเทพมหานคร (สภา กทม.) มีมติเสียงข้างมาก 27 ต่อ 19 เสียง โหวตตัดงบประมาณโครงการเช่ารถเก็บขนมูลฝอยพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,347 คัน วงเงินกว่า 6,038 ล้านบาท ออกจากร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ซึ่งกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงแนวทางการบริหารจัดการของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ
ผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันว่า โครงการเช่ารถขยะไฟฟ้าดำเนินการด้วยความรอบคอบและไม่มีการทุจริต หรือล็อกสเปกให้เอกชนรายใด สำหรับประเด็นข้อสงสัยเรื่องการไม่มีร่างขอบเขตของงาน (TOR) ของปี 2570 มาแสดงในชั้นขออนุมัติงบประมาณนั้น ถือเป็นขั้นตอนปกติของการทำงบประมาณขาขึ้นที่ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการร่าง TOR หากทำไว้ล่วงหน้าจะเข้าข่ายล็อกสเปก แต่ กทม. ได้นำร่าง TOR ของปีงบประมาณก่อนหน้าที่ผ่านการทำประชาพิจารณ์อย่างเปิดเผยมาให้คณะอนุกรรมการพิจารณาแทน
ในมิติของความคุ้มค่า การเปลี่ยนมาใช้รถขยะ EV จะช่วยประหยัดค่าพลังงานได้ถึง 4,000–4,500 ล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี พร้อมช่วยลดมลพิษในเมือง นอกจากนี้ การนำราคาเปรียบเทียบของรถไฟฟ้ามาเป็นเกณฑ์ ยังส่งผลดีให้ กทม. สามารถต่อรองราคาเช่ารถขยะเครื่องยนต์สันดาปแบบเดิมลดลงได้ถึง 30%
ส่วนประเด็นการติดตั้งสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า กทม.ได้ข้อสรุปในการให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาเป็นผู้ลงทุนและติดตั้งจุดชาร์จ โดยที่ กทม. ไม่ต้องใช้งบประมาณลงทุน
แนวทางนี้ยังช่วยป้องกันปัญหาการลงทุนซ้ำซ้อน เนื่องจากสัญญาเช่ารถขยะมีกรอบระยะเวลาเพียง 5 ปี หากให้ผู้ให้เช่ารถเป็นผู้ติดตั้งจุดชาร์จเอง จะเกิดต้นทุนทับซ้อนทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนผู้รับจ้างรายใหม่ การให้ กฟน. ติดตั้งสถานีชาร์จไว้ ณ ศูนย์บริหารจัดการขยะหรือพื้นที่ของ กทม. จะทำให้โครงสร้างพื้นฐานนี้เป็นสินทรัพย์ระยะยาว รองรับผู้เช่ารายใหม่ในอนาคต รวมถึงใช้ชาร์จรถส่วนกลางประเภทอื่น เช่น รถรดน้ำหรือรถดูดโคลนพลังงานไฟฟ้าได้อีกด้วย
นายชัชชาติ กล่าวย้ำว่า ฝ่ายบริหารน้อมรับและเคารพมติของสภา กทม. ในฐานะตัวแทนของประชาชน ไม่ได้มองว่าเป็นการงัดข้อทางการเมือง และพร้อมหารือร่วมกันเพื่อหาจุดลงตัวในการเลือกใช้เทคโนโลยี หรือรูปแบบการทดลองใช้งานที่เหมาะสมที่สุด
นอกจากนี้ กทม. ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อบุคลากร ปัจจุบันมีพนักงานเก็บขยะเกือบ 7,000 คน และพนักงานขับรถอีกประมาณ 2,500 คน หากเปลี่ยนไปใช้ระบบจ้างเหมาเอกชน (Outsource) ทั้งหมดในคราวเดียว จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อพนักงานกลุ่มนี้ กทม. จึงเลือกใช้วิธีทยอยปรับลดแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น การทำโครงการนำร่องใน 2 แขวง เมื่อพนักงานเดิมเกษียณอายุ เพื่อรักษาบุคลากรของ กทม. ไว้รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและภารกิจสำคัญอื่นๆ ควบคู่กันไป








