กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดการประชุมเผยแพร่ “โครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่างองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักร (FCDO) ในการบูรณาการแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับภาคเกษตรกรรมระดับท้องถิ่น
ในครั้งนี้ มีนางนิโคลา พอลลิตต์ (Nicola Pollitt) เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษกล่าวถึงความร่วมมือระหว่างประเทศว่า ภายใต้โครงการ Climate Action for a Resilient Asia หรือ CARA สหราชอาณาจักรมีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสนับสนุนความร่วมมือในครั้งนี้กับประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 เพื่อขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างผลลัพธ์ที่เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 2 ระยะโดยระยะแรกมุ่งเน้นการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบาง ส่วนระยะที่ 2 ต่อยอดสู่การศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้ Nature-based Solutions (NbS) และเครื่องมือทางการเงินและการประกันภัยเพื่อบริหารความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติในจังหวัดนครศรีธรรมราชและอุดรธานี โดยโครงการ CARA มุ่งเสริมสร้างศักยภาพของเจ้าหน้าที่ในระดับจังหวัด พร้อมยกระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกทางการเงินสำหรับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ตลอดจนสนับสนุนให้เกษตรกรและผู้นำชุมชนสามารถประยุกต์ใช้แนวทางการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions) ให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของแต่ละพื้นที่ ซึ่งความร่วมมือนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของประเทศไทยและสหราชอาณาจักรในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ปกป้องวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ สร้างความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อวางรากฐานสู่การพัฒนาที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนในระยะยาว โดยโครงการจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ยกระดับการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากการรับมือเมื่อเกิดภัยไปสู่การป้องกันและเตรียมพร้อมเชิงรุก อันจะนำไปสู่การสร้างภาคการเกษตรที่มีความยืดหยุ่นและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน
ด้านนายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศไทยมีความต้องการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตโดยไม่มีเรื่องของสิ่งแวดล้อมเข้ามาส่งผลกระทบ เพราะที่ผ่านมาได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2567 ที่ไทยสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจไปกว่าแสนล้านบาท จึงต้องยอมรับว่าปัจจุบันเรื่องของภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้วและไม่สามารถคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด หรือจะเกิดภัยพิบัติลักษณะไหน หากไม่มีการเตรียมการ เราจะไม่สามารถรับมือได้ ซึ่งขณะนี้ทั่วโลกกับลังเผชิญกับซูเปอร์เอลนีโญ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และฝนตกหนักในหลายภูมิภาคทั่วโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกรอบและเป้าหมายระดับโลก ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศและนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อมโยงกับกรอบแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) ครอบคลุม 6 สาขา ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งจะเชื่อมโยงการดำเนินงานตั้งแต่ระดับประเทศ ระดับสาขา ไปจนถึงระดับพื้นที่ โดยแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวฯ พ.ศ. 2569-2573 จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรการ กิจกรรมและตัวชี้วัดให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
อีกทั้งภาคการเกษตรมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร แต่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยภัยแล้งเคยสร้างความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรประมาณ 17 ล้านไร่ และอุทกภัยประมาณ 29 ล้านไร่ ขณะที่อนาคตคาดว่าพื้นที่นาข้าวราว 16 ล้านไร่ จะมีความเสี่ยงจากอุทกภัย จึงจำเป็นต้องยกระดับการปรับตัวของภาคเกษตร ทั้งการลดความเปราะบาง เพิ่มขีดความสามารถในการรับมือ และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและองค์ความรู้ในพื้นที่ ควบคู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน








