“เอกนิติ” เดินหน้า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เฟส 2 จัดประชุม IMF-World Bank 2026 สร้างโอกาสเศรษฐกิจไทยบนเวทีโลก

โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยเป็นโครงการที่ประชาชนเรียกร้องให้ดำเนินการต่อในเฟส 2 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรีจึงได้อนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” โดยให้ประชาชนใช้สิทธิวันที่ 1 ตุลาคม 2569

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยผ่านรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ว่า โครงการนี้มีจุดเริ่มต้นจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ส่งผลให้น้ำมันขาดแคลน ราคาน้ำมันแพง จนไปสู่ราคาสินค้าแพงขึ้น ทำให้คนซื้อของน้อยลงเนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น รัฐบาลจึงต้องออกกฎหมายพิเศษเพื่อเตรียมรองรับวิกฤตพลังงานมาช่วยประชาชน ช่วยคนตัวเล็กตัวน้อย พ่อค้าแม่ค้าในตลาด จนมาเป็นโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ส่วนที่มาของ 60/40 คือรัฐช่วยออก 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% เพื่อมุ่งช่วยค่าครองชีพ เชื่อว่า 26 ล้านคนที่ใช้โครงการดังกล่าวอยู่จะรู้สึกได้ว่าสามารถช่วยค่าครองชีพได้จริง และการที่รัฐจ่ายไม่เกินวันละ 200 บาท เพื่อไม่ส่งเสริมความฟุ่มเฟือย เพราะเงินของรัฐมีจำกัด โดยจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” และ “เป๋าตัง” ที่เชื่อว่าปัจจุบันประชาชนใช้งานอย่างสะดวก ในช่วง 3 เดือนของโครงการ ช่วยประคองกำลังซื้อได้กว่า 160,000 ล้านบาท ทั่วประเทศ โดยกระทรวงการคลังนำวงเงินของโครงการ จำนวน 200,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เหลือประมาณ 46,000 ล้านบาท มาขยายมาตรการช่วยเหลือประชาชนต่ออีก 2 เดือน

ทั้งนี้ คำว่า พลัส ไม่ได้หมายถึงการช่วยค่าครองชีพเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยเพิ่มทักษะให้พ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก รวมถึงเปิดให้เข้าถึงแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีและเรียนรู้การขายออนไลน์ ซึ่งเห็นว่าร้านค้าที่เข้าร่วมบางส่วนมียอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และร้านค้าจากโครงการรักษายอดขายไว้ได้แม้สิ้นสุดมาตรการแล้ว อยากเชิญชวนร้านค้าที่ยังไม่เข้าร่วมให้เข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ยังมี AI นกกระซิบ ในแอปพลิเคชันถุงเงิน ที่จะช่วยให้ร้านค้าขายของเก่งขึ้น ซึ่งจะช่วยวิเคราะห์ยอดขาย วันที่ขายดี ต้นทุนวัตถุดิบ และข้อมูลประกอบการวางแผนธุรกิจ เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายเล็กลดต้นทุนและบริหารสินค้าได้แม่นยำขึ้น อีกทั้งยังสามารถใช้ข้อมูลการค้าจาก ถุงเงิน ช่วยในการขอสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายเล็กได้อีกด้วย ทำให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยด้านการค้ำประกัน ลดข้อจำกัดของผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักทรัพย์ และลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาผลกระทบด้านวิกฤตพลังงานด้วยวิธีสนับสนุนเงินช่วยเหลือไม่สามารถทำได้ในระยะยาว จึงมีความจำเป็นในการเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งนายเอกนิติ อธิบายถึงความจำเป็นในการใช้กรอบวงเงินกู้ 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานว่า ปัจจุบันพลังงานไฟฟ้า 65% ของไทยผลิตจากก๊าซธรรมชาติที่ต้องนำเข้าส่วนใหญ่นำเข้าในพื้นที่ตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาพลังงานแพง รัฐบาลจึงสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน ให้ครัวเรือนสามารถผลิตไฟฟ้าและลดค่าไฟได้เอง โดยนำเงินสนับสนุนประชาชนที่ติดตั้งเป็นค่าส่วนลด 50,000 บาทต่อครัวเรือน นอกจากช่วยประหยัดราคาค่าไฟแล้วยังสามารถนำไฟกลับมาขายสร้างรายได้ได้อีกด้วย ความจำเป็นในการใช้เงินช่วยเหลือค่าครองชีพก็จะลดลง พร้อมช่วยให้ประเทศพึ่งพาการนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศน้อยลง และยังเป็นการดำเนินโครงการที่อยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านพลังงานยังรวมถึงการส่งเสริมการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม และเอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่คนไทยผลิตได้ ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า พร้อมสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกร เมื่อราคาน้ำมันถูกลงกำลังซื้อจะมากขึ้นตามไปด้วย ต่างจากการอุดหนุนราคาน้ำมันทั่วไปที่ช่วยได้เพียงชั่วคราว ในระยะยาวจึงต้องสร้างแรงจูงใจให้เกิดการใช้พลังงานทางเลือกที่คนไทยผลิตเองได้มากขึ้น เพื่อทำให้ประเทศมีความเข้มแข็ง ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และให้ประโยชน์กลับไปยังเกษตรกรไทยโดยตรง

นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงการที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพ การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเคยจัดการประชุมมาแล้วเมื่อปี 2534 หรือเมื่อ 35 ปีก่อน ในการจัดประชุมครั้งนั้นประเทศไทยประสบความสำเร็จ ได้รับความสนใจจากต่างประเทศ และสร้างกำลังซื้อจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก การกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งจะนำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง นายธนาคาร และนักการเงินจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาประเทศไทย โดยการจัดประชุมครั้งนี้ กระทรวงการคลังในฐานะผู้จัดหลักร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย เตรียมนำสินค้าไทยจากทั่วประเทศและทุกภูมิภาคมานำเสนอภายในงาน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อได้รู้จักสินค้าไทยมากขึ้น และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการไทยถือเป็นผลโดยตรง ส่วนการท่องเที่ยว คาดว่าจะเกิดกิจกรรมและการเดินทางคึกคักในช่วงจัดประชุม เช่นเดียวกับการเป็นเจ้าภาพเมื่อ 35 ปีก่อน ที่ทำให้ผู้เดินทางบางส่วนกลับมาเยือนประเทศไทยอีกพร้อมครอบครัว ทำให้ประโยชน์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่วงเวลาจัดงานเท่านั้นในการประชุมจะมีกิจกรรม Business Matching การประชุม สัมมนา และกิจกรรมของภาคการเงินจากทั่วโลก เชื่อว่าจะเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนใหม่ในประเทศไทย ขณะที่สินค้าไทย ผ้าไทย ศิลปวัฒนธรรม และมวยไทย จะได้รับการนำเสนอผ่านกิจกรรมต่าง ๆ บนเวทีระดับโลกครั้งนี้ เป็นการยกระดับประเทศไทย ช่วยสร้างโอกาสให้กับคนไทยทุกคน การประชุมครั้งนี้เปรียบเหมือนโอลิมปิกทางการเงิน ซึ่งหลายประเทศต้องการเป็นเจ้าภาพ และประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ได้รับโอกาสจัดเป็นครั้งที่ 2 ถือเป็นทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจของประเทศ และอีกมิติหนึ่ง ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจะมีโอกาสเสนอวาระเข้าสู่เวทีเศรษฐกิจการเงินโลก ภายใต้แนวคิด Entering New Horizon หรือการก้าวสู่ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทยและทั้งโลก พร้อมแนวคิด Empowering People การสร้างพลังให้ประชาชนสามารถกำหนดชีวิตและธุรกิจของตนเอง และ Building Resilience การสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรับมือโลกที่มีความผันผวนสูง นับเป็นบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก

สำหรับในวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จะมีการจัด Royal Pavilion เพื่อเชิดชูพระเกียรติและนำเสนอแนวพระราชดำริ ต่างๆ ที่นำพาประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตมาได้ โดยเฉพาะแนวคิดการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับคนเป็นศูนย์กลาง การพัฒนาคน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Empowering People ซึ่ง Royal Pavilion จะนำบทเรียนจากโครงการพระราชดำริต่างๆ ที่ได้รับการสืบสาน รักษา และต่อยอดต่อมาในรัชกาลปัจจุบัน โดยต้องการให้ชาวต่างชาติจากทั่วโลกได้เห็นพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนา และแนวทางที่มีส่วนช่วยให้คนไทยสามารถปรับตัวต่อวิกฤตและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ เชื่อว่าหลายคนที่ได้ไปชมจะทึ่งกับพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน ที่ทำให้ส่วนหนึ่งคนไทยสามารถปรับตัวกับภาวการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้

นายเอกนิติ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ยึดมั่นในการทำงานคือ หากการทำงานสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ เช่น ประชาชนที่ใช้จ่ายในโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 มีรายได้เพิ่มขึ้น มีรอยยิ้ม ได้เรียนรู้ระบบ AI เพิ่มยอดขายได้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้หายเหนื่อย เชื่อมั่นว่าหากคนไทยร่วมมือกัน ประเทศจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้และเมื่อวิกฤตหรือสงครามยุติลง ตั้งใจจะผลักดันให้ประเทศไทยกลับมาดีขึ้น กลับมาสู่เวทีโลก เพื่อให้คนไทยมีความภาคภูมิใจ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีภูมิคุ้มกันรองรับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง